Monday, November 14, 2011

จิตวิทยาการลงทุน โดย สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา


ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อหนังสือมาอ่าน ด้วยปกติที่ทำงานทางด้านการเงินจึงต้องศึกษาหาความรู้และอ่านหนังสือมากอยู่เป็นทุนเดิม

แต่เมื่อต้องการพักผ่อนจึงมักเลือกที่จะหาหนังสือที่อ่านสบายๆ และไม่เครียดมากเก็บไว้อ่านยามว่าง แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไปสะดุดกับหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งเข้านั่นคือ หนังสือชื่อ
“จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investment” แต่งโดย John R. Nofsinger และแปลเป็นภาษาไทยโดย คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข ที่จริงในหลักสูตรการสอนทางการเงินปัจจุบัน ก็ได้มีการนำจิตวิทยาการลงทุนมารวมอยู่ในบางส่วนของหลักสูตรบ้างเช่นกัน ตัวดิฉันเองก็ได้เรียนมาบ้างแล้วเช่นกัน แต่อาจมีหลายท่านที่อาจยังไม่ทราบ จึงอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ

คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น คือ ความโลภและความกลัว โดยนักลงทุนต่างแสวงหาผลตอบแทนคาดหวังที่สูงที่สุด ณ ระดับความเสี่ยงหนึ่งๆ ตามที่เราต่างได้รับการพร่ำสอนกันมาจากตำราทางการเงินมากมาย ที่พยายามคิดค้นเครื่องมือทางการเงินมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน แต่ในภาวะความเป็นจริงปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการตัดสินใจลงทุนโน้มเอียงไปในแง่ตรรกะและอารมณ์มากกว่าเหตุผลในการลงทุนตามหลักวิชาการการเงิน ลองมาทำความเข้าใจพฤติกรรมในการตัดสินใจลงทุนในแบบต่างๆกันพอเป็นสังเขปดีกว่าค่ะ เพื่อที่ให้เรารู้เท่าทันและสามารถเอาชนะความไร้เหตุผลในการลงทุนได้
1. ความมั่นใจในตัวเองจนเกินขนาด (Overconfidence)

ความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปทำให้ประเมินความรู้ของตัวเองสูงเกินไป ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป และคิดไปว่าตนเองสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆได้เกินความเป็นจริง และตีความข้อมูลต่างๆแบบมีอคติ เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเองมากกว่าฟังความคิดเห็นของคนอื่น ส่วนใหญ่จะเกิดกับนักลงทุนที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต และนักจิตวิทยายังพบอีกว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปสูงกว่าผู้หญิง ดังนั้นนักลงทุนเพศชายมักจะซื้อขายหุ้นบ่อยกว่านักลงทุนเพศหญิง ทั้งที่ความเป็นจริงนักลงทุนที่มี
Turnover สูงอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แม้ว่าจะลงมือลงแรงมากกว่าก็ตาม
2. การหลีกเลี่ยงความเสียใจและเสาะหาความภาคภูมิใจ (Disposition Effect)

พฤติกรรมข้างต้นทำให้บ่อยครั้ง นักลงทุนขายหุ้นตัวที่ได้กำไรเร็วเกินไป และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ในพอร์ตนานเกินไป สิ่งนี้เองที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำลง เนื่องจากนักลงทุนได้ขายหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีออกไป แต่เก็บหุ้นที่มีแนวโน้มไม่ดีไว้ในพอร์ตมากมาย จนบางครั้งอาจลืมไปว่าขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้น (ถึงแม้ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไปก็ตาม) อาจมากกว่ากำไรที่ได้จากการขายหุ้นเสียอีก
3. House-of-Money Effect กับ Snake-Bite Effect

โดยปกติสิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ การซื้อหุ้นมาในราคาที่ต่ำและขายออกเมื่อราคาสูงขึ้น แต่หากอ้างอิงจากหัวข้อนี้ จะพบว่าในทางปฏิบัติบ่อยครั้งที่นักลงทุนจะทำในทางตรงกันข้ามเสมอ อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า เมื่อนักลงทุนได้กำไรมาแล้วในช่วงก่อนหน้า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเต็มใจเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งจะเข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่เมื่อขาดทุนก็เกิดความกลัวและต้องการจะออกจากตลาด จึงขายหุ้นออกไปในราคาที่ต่ำ และแทนที่นักลงทุนจะเริ่มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งกลับเห็นพฤติกรรมที่พยายามจะเอาทุนคืน โดยกลับเข้าไปลงทุนใหม่

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงบางส่วนของหนังสือ ซึ่งยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงทุน ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับพฤติกรรมการลงทุนของคุณ แต่การทำความรู้จักกับพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ จะช่วยให้เรารู้เท่าทันตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อีกทางหนึ่งค่ะ

สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา
บลจ.บัวหลวง
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อ่านขำๆ "คำขวัญกรุงเทพ 2554"

เอามาให้อ่านขำๆ จาก FW Mail (อ่านแบบขำขำเท่านั้น อย่าคิดมาก)

"คำขวัญกรุงเทพ 2554"


ว่ายน้ำ ที่วิภาฯ... ตกปลา ที่สีลม
งมหอย ที่บางแค...ล่องแพ ที่ปิ่นเกล้า

นั่งเรือถีบ วงเวียนใหญ่...
เอาชุดว่ายน้ำมาใส่
เดินไปเซ็นทรัล... มันส์กัน ริมตลิ่ง...

อร่อยอิ่มถุงยังชีพ...
นั่งรถจิ๊ปทหาร...เบิกบานเรือพลาสติก...
กระดิกขา กับไอ้เข้ใต้น้ำ...


ดื่มด่ำตะขาบดองเหล้า...
คลุกเคล้า งูเต้นระบำ...
ชอกช้ำกับโจรขโมย...
กอบโกยกลิ่นน้ำเน่า...


นั่งเดาวันเขื่อนแตก...
ไม่กล้าแดรกน้ำประปา...
คนชราอพยพ...พบศพจระเข้ลอย...


เม๊ามอยเรื่องน้ำทุ่ง...ยากันยุงขึ้นราคา
มาม่าขาดตลาด...ถนนสะอาดไม่เคยเห็น...


ย่ำน้ำทุกเช้าเย็น...ตุ่มเต็มไปทั้งตัว
ปวดหัวกันยาวนาน


แต่ .... รัฐบาล เอาอยู่ เอยยยยยย ^_^ " !!!
กินเหล้า เคล้าชูชีพ...
ชื่อกรุงเทพใหม่ "กรุงท่วมมหานคร น้ำนองรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยาคันดินถล่ม พบน้ำทะลักล้นราชธานีธนบุรีรมย์ ท่วมจมราชนิเวศน์มหาสถาน ดอนเมืองวิมานรัฐบาลสถิตย์..."

ทฤษฎี VI (ตอนที่ 2) โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการหรือที่ภาษานักวิชาการเรียกว่า Intrinsic Value นั้น สำหรับ VI แล้ว มันน่าจะเป็นช่วงมากกว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอนเพียงตัวเดียว หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องขึ้นไปอีกก็คือ เราไม่พูดว่ามันควรมีค่ากี่บาทถึงกี่บาท แต่เรามักพูดว่ามันถูกหรือถูกมาก หรือมันแพงหรือแพงมาก
การวัดความถูกความแพงของหุ้นนั้น ข้อมูลที่ VI นิยมใช้มากที่สุดน่าจะรวมถึงค่า PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรของกิจการ ค่า PB หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น ค่า DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่า Dividend Yield และสุดท้ายก็คือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของกิจการหรือค่า Market Cap. นอกจากนั้น VI บางคนก็ยังใช้ค่า PEG ซึ่งก็คือค่า PE หารด้วยอัตราการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัทด้วย

หุ้นที่ถูกสำหรับ
VI ก็คือหุ้นที่มีค่า PE หรือค่า PB ต่ำกว่าค่า PE หรือค่า PB เฉลี่ยของตลาดหรือมีค่า DP สูงกว่าค่า DPเฉลี่ยของตลาด VI ส่วนใหญ่มักจะดูค่า PE เป็นตัวหลักและดูค่า PB และDP เป็นตัวประกอบ ประเด็นสำคัญก็คือ ค่า E หรือกำไรนั้น จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีความสม่ำเสมอของผลประกอบการเท่านั้น ส่วนบริษัทที่มีกำไรที่ไม่สม่ำเสมอนั้น จะต้องใช้กำไรเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือใช้กำไรในปีที่ต่ำที่สุดในช่วง 3-4 ปีมาแทนกำไรในปีปัจจุบัน และในเกือบทุกกรณี ค่าของ Market Cap. จะเป็นตัวที่ใช้ตรวจสอบว่ามูลค่าตลาดของกิจการนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องมองดูขนาดของธุรกิจและศักยภาพของกิจการในอนาคตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การดู Market Cap. นั้นค่อนข้างเป็นศิลปที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาก

ในกรณีที่หุ้นเป็นกิจการที่มีคุณภาพสูง ค่า
PE หรือ PB ที่จะบอกว่าหุ้นถูกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้จากค่าเฉลี่ยของตลาด โดยที่คุณสมบัติของกิจการที่มีคุณภาพสูงอาจจะแสดงได้โดยตัวเลขหรือลักษณะการดำเนินการของกิจการดังต่อไปนี้คือ
1) กิจการนั้นมี ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าปกติ เช่นมากกว่า 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน
2) กิจการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงกว่ากำไรทางบัญชีของบริษัท
3) บริษัทเป็น
Dominant Firm หรือเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมากอย่างน้อยกว่า 2-3 เท่าขึ้นไป
4) บริษัทสามารถขยายงานได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยมาก ข้อนี้จะพบมากในบริษัทที่ขายทรัพย์สินทางปัญญาหรือบริการที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องจักรใหม่มาก
5) บริษัทสามารถปรับราคาขายสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีโดยไม่สูญเสียลูกค้าไป และสุดท้ายที่สำคัญก็คือ
6) บริษัทมีการเจริญเติบโตเร็ว อย่างน้อยเป็น 3 เท่าของการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ
Premium หรือค่า PE ที่สูงขึ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น จะสูงขึ้นได้เท่าไรเป็นเรื่องที่บอกได้ยาก แต่ยิ่งบริษัทมีคุณภาพสูงขึ้นเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลาย ๆ ข้อดังกล่าวข้างต้น ค่า PE ก็มักจะมีค่าสูงทบทวีขึ้นไปมากขึ้น ในบางช่วงโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเอื้ออำนวย ค่า PE ของกิจการที่เป็น “Super Company” สามารถขึ้นไปสูงได้อย่างไม่น่าเชื่อและเกินกว่าราคาที่ Value Investor ส่วนใหญ่จะรับได้ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป ในกรณีที่กิจการเป็นบริษัทที่โตเร็ว VI บางคนก็จะยอมรับค่า PE ที่สูงขึ้นได้โดยมีเงื่อนไขว่า ค่า PE ที่สูงนั้นต้องไม่เกินอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทโดยเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ ค่า PEG ต้องไม่มากกว่า 1 เท่า
การซื้อหุ้นของ VI นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการขายหุ้น สำหรับคนที่ลงทุนในกิจการที่ดีเลิศแบบ Super Company อย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์นั้น เขาบอกว่าถ้าซื้อหุ้นถูกตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเลย อย่างไรก็ตาม เวลาที่ซื้อหุ้นของ VI ก็คือเมื่อเขาพบหุ้นที่มีมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาหุ้นในตลาดมาก ตัวเลขชัดเจนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละหุ้นแต่โดยทั่วไปน่าจะไม่น้อยกว่า 20-30% และความแตกต่างนี้เรียกว่า Margin Of Safety ซึ่ง VI เชื่อว่าจะเป็นส่วนที่ “เผื่อ” เอาไว้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือมีอะไรผิดพลาด หุ้นที่ซื้อโดยมี Margin Of Safety สูงก็ยังคงรักษามูลค่าของมันไว้ได้ พูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นตกลงไปจากราคาที่ซื้อ เราก็สามารถถือยาวและในที่สุดมันก็จะฟื้นตัวกลับมาได้

เวลาขายหุ้นสำหรับ
VI นั้น ก็เช่นเดียวกับการซื้อหุ้น คือไม่ได้อิงกับภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น และโดยทั่วไป การถือหุ้นมักจะเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวแม้ว่านิยามของคำว่ายาวของ VI แต่ละคนอาจจะต่างกันมาก เวลาของการขายหุ้นของ VI นั้นไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นเมื่อไรและจะขายเมื่อกำไรหรือขาดทุนเท่าไร แต่หลัก ๆ แล้วเขาจะขายในกรณีดังต่อไปนี้
1) ตระหนักว่ากิจการหรือหุ้นที่ซื้อมานั้นตนเองวิเคราะห์ผิดพลาดเนื่องจากข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้มา

2) พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปเนื่องมาจากเหตุผลต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ต้องระวังว่าไม่ใช่เรื่องที่เราเข้าใจผิดถึงพื้นฐานมาตั้งแต่แรก เพราะโดยทั่วไปพื้นฐานของกิจการนั้น มักเป็นเรื่องที่เปลี่ยนยาก ว่าที่จริง คำว่า
“พื้นฐาน” ก็แปลว่า “เปลี่ยนยาก” อยู่แล้ว

3) ราคาหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่าพื้นฐานแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่าหุ้นขึ้นไปมากแล้ว เพราะการที่หุ้นขึ้นไปมากนั้นก็อาจจะไม่เกินพื้นฐานก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มูลค่าพื้นฐานของกิจการก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยทำให้ราคาไม่เกินพื้นฐานแม้ราคาหุ้นจะขึ้นไปมาก

4) มีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจและมี
Margin Of Safety สูงกว่ามากและเราไม่มีเงินสดเหลือ เราจึงต้องขายหุ้นตัวเดิมเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นตัวใหม่

5) ภาวะเศรษฐกิจการเมืองและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมากจนทำลายพื้นฐานของกิจการ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เศรษฐกิจถดถอยไปบ้างหรือการเมือง
“วุ่นวาย” แต่น่าจะเป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจหรือเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไปในแนวทางที่ไม่ใช่ระบบตลาดเสรี เป็นต้น
***********************
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
29 กันยายน 52

Stock Selection is not Everything โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

คุณว่า 'ความสามารถในการเลือกหุ้นให้ถูกตัว' มีความสำคัญมากแค่ไหนต่อผลงานการลงทุน?
หลายคนจะเชื่อว่าสำคัญที่สุดเลยทีเดียว เวลาที่เราคิดอย่างนี้ เราจะไม่กล้าเลือกหุ้นด้วยตัวเอง เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราเลือกหุ้นไม่เก่ง ผิดบ่อย เราจะเริ่มหาที่พึ่งพิงภายนอก
เราจะมองหาใครสักคนที่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราเชื่อว่าคนๆนี้น่าจะเป็นที่พึ่งของเราเรื่องการเลือกหุ้นได้ จากนั้นเราก็จะเริ่ม shutdown สมองของเราเอง แล้วหันไปซื้อตาม "กูรูหุ้น" แทน
เวลาคุณเล่นหมากรุกกับแชมป์โลก โอกาสที่คุณจะชนะแชมป์โลกนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่สำหรับการลงทุนแล้ว ต่อให้คนที่เชี่ยวที่สุดก็ยังทำผลงานได้ไม่ดีนัก

กูรูหุ้นระดับตำนานเลือกหุ้นถูกต้องได้เพียง 60-65% เท่านั้น
เพราะการวิเคราะห์การลงทุนเป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมาเกี่ยวข้องสูงมาก ในเวลาเดียวกัน คนธรรมดาทั่วไปจะเลือกหุ้นได้ถูกต้องในระดับ 45-55%

การเลือกหุ้นเป็นศาสตร์ที่คนเก่งที่สุดกับคนที่แย่ที่สุดไม่ได้ต่างกันอย่างชัดเจน คนที่คิดว่า การเล่นหุ้นคือการซื้อหุ้นเด็ดทีละตัวด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่..
.เมื่อหุ้นวิ่งก็ขายทำกำไรออกมาแล้วเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นเด็ดตัวที่สองอีก...ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆก็จะเป็นเศรษฐีได้อย่างรวดเร็ว มักจะรู้สึกว่าการเลือกหุ้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ..เพราะการเล่นหุ้นอย่างนั้น ถ้าเลือกหุ้นผิดแค่หนเดียว ก็หมดตัวเลย
แต่สำหรับคนที่ลงทุนแบบเป็นการลงทุนจริงๆ
ไม่ใช่การวัดดวงเพื่อให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนนั้น มีอะไรที่สำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นมาก

เราจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการขาดทุนหนักๆ ในระยะยาวให้ได้ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยพบใครที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องตลอดเวลาเลย (ยกเว้นคนที่ชอบคุยทีหลังว่าทายถูก) ต่อให้เรามองได้เก่งแค่ไหน ก็มักจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอ
วอเรน บัฟเฟต เพิ่งจะพลาด เพราะประเมินวิกฤตสถาบันการเงินต่ำไป ช่วงแรกๆเขาบอกว่า ตลาด "คิดไปเอง" ว่าสถาบันการเงินจะมีปัญหารุนแรง แต่ตอนนี้เขาก็ออกมายอมรับแล้วว่าวิกฤตครั้งนี้จะรุนแรงมาก
จิม โรเจอร์ ก็พลาดหนักเพราะบอกว่าคอมโมดิตี้จะยังไปได้อีกสิบเท่า
ส่วน จอร์จ โซรอส แม้ว่าจะทายถูกว่าปัญหาซับไพร์มทำจะทำให้เกิด Global Recession ..แต่เขาขาดทุนหนักจากการเข้าไปเก็งว่าดอลล่าร์จะอ่อนลงเรื่อยๆ

จะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมากๆ ไม่ได้เป็นคนที่คิดถูกตลอดเวลา ที่จริงแล้วมีอะไรบางอย่างที่มีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการเลือกหุ้นมาก

ตัวอย่างเช่น คนที่เลือกหุ้นถูกแค่ 4 ใน 10 ครั้ง..อาจจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้งก็ได้เพราะถ้าคนที่เลือกหุ้นถูก 4 ใน 10 ครั้ง เลือกจัดสรรเงินส่วนใหญ่ของเขาไว้ในตัวที่เขาเลือกได้ถูก เขาจะขาดทุนน้อยกับตัวที่เขาคิดผิด
ในขณะที่ คนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้ง แต่มีนิสัยชอบซื้อเฉลี่ยขาลง ..เลยทำให้เงินส่วนใหญ่ของเขาจมอยู่ในหุ้น 4 ตัวที่เลือกผิด เพราะราคาหุ้นเหล่านั้นร่วงลงไปเรื่อยๆ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า นิสัยในการลงทุนก็มีอิทธิพลต่อผลตอบแทนของเรามากที่สำคัญ "นิสัยการลงทุน" เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้และมีความแน่นอนมากกว่า คนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดี จะเอาตัวรอดจากการขาดทุนใหญ่ๆได้ทุกครั้ง ต่างกับคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ไม่ดี (ตัวอย่างนิสัยการลงทุนที่ไม่ดีก็เช่น chasing stock price, ชอบซื้อเฉลี่ยขาลง, ทุ่มสุดตัวกับหุ้นตัวเดียว, ขายหมูเร็วบ่อยๆ เป็นต้น)

คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนส่วนใหญ่ มักเป็นคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดี มากกว่าที่จะเป็นคนเลือกหุ้นได้ถูกต้อง พวกเขาเหล่านี้ค่อยๆบ่มเพาะนิสัยการลงทุนที่ดีของตัวเองขึ้นมาด้วยประสบการณ์ และการนำข้อผิดพลาดในอดีตของตัวเองมาปรับปรุงนิสัยอยู่เสมอ

ถ้าเราเชื่อว่า
Stock Selection is Everything เราก็จะเลิกนิสัยวิ่งตามเซียนของเราไม่ได้ ผมเคยเห็นคนมากมายที่อุทิศชีวิตให้กับการสืบว่าเซียนซื้อหุ้นอะไรอยู่ พวกเขาใช้ความพยายามสูงมาก แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเลย พวกเขาอาจได้กำไรในบางครั้ง แต่รวมๆแล้วมักไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆที่เขาซื้อหุ้นตัวเดียวกันกับเซียนทุกตัว

ผมสังเกตว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมีแนวคิดที่ต่างกันหลายแบบ แต่ "ทุกคน" กลับมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเขาชอบเลือกหุ้นด้วยตัวเองไม่ลอกเลียนแบบใครทั้งนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาก็เลือกหุ้นผิดบ้างถูกบ้างเหมือนๆกับเรานั่นแหละ

แต่ "นิสัยการลงทุน" ของเขาต่างหากที่ดีกว่าเราพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ

ผมชอบคำพูดของ
Ken Heebner ที่บอกว่า "ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะคิดถูกบ่อยกว่าคนอื่น..แต่จุดแข็งของผมอยู่ที่ ผมสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่เคยถลำลึกลงไปในความผิดนั้น"
...ไม่มีใครที่เลือกหุ้นได้ถูกตลอดเวลา เขาประสบความสำเร็จโดยอาศัยการมีนิสัยการลงทุนที่ดี ถ้าคุณพยายามเลือกหุ้นเองให้ดีที่สุด และลงทุนในหุ้นหลายตัว ผมรับรองว่า ความไม่แน่นอนของหุ้น จะช่วยทำให้ผลงานการเลือกหุ้นของคุณ...ไม่แตกต่างไปจากของกูรูหุ้นมากนักแน่นอนครับ เลือกหุ้นเองดีกว่าครับ สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นคือ นิสัยการลงทุนของตัวคุณเอง
**************************************
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
4 February 2009

ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ถ้าจะวิเคราะห์ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราควรแยกความเสียหายเป็น 2 ด้าน

นั่นคือ ความเสียหายจากทรัพย์สิน และความเสียหายจากธุรกิจ โดยเฉพาะยอดขายที่ลดลงในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งทั่วไปบริษัทมักจะเสียหายทั้ง 2 ด้าน คือทรัพย์สินเสียหาย ตามด้วยธุรกิจถดถอยลง บางบริษัททรัพย์สินเสียหายบ้าง แต่ธุรกิจไม่ได้ด้อยลง อาจดีขึ้นด้วยซ้ำ เช่นเดียวกัน บางบริษัททรัพย์สินไม่ได้เสียหาย แต่ธุรกิจด้อยลง ลองมาดูกันว่าธุรกิจแต่ละอย่างถูกกระทบอย่างไร

บริษัทที่ทำนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตที่ถูกน้ำท่วมรุนแรง ต้องถือว่าเป็นผู้ที่เสียหายหนัก ทั้งด้านทรัพย์สินและธุรกิจ ประเด็นการเสียหายด้านทรัพย์สิน มีทั้งด้านสาธารณูปโภคของนิคม เช่น ระบบไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงเครื่องปั่นไฟที่บริษัทมักจะผลิตไฟฟ้าขายให้กับบริษัทในนิคม เครื่องทำน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และอื่นๆ อีกมาก ความเสียหายส่วนนี้ บริษัทมักทำประกันไว้ ดังนั้นจะได้รับการชดเชยบ้าง แต่ทรัพย์สินสำคัญที่น่าจะเสียหายหนัก แต่เราอาจจะยังไม่ตระหนักก็คือ "การลดค่าของที่ดิน" เพราะกลายเป็นทำเลที่ "ไม่เหมาะสมกับการสร้างโรงงาน" เพราะอาจเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้อีกในอนาคต ซึ่งการเสียหายแบบหลังนี้น่าจะสูงกว่าแบบแรก รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามันเป็นความเสียหายที่ไม่มีการทำประกันไว้

ความเสียหายทางธุรกิจของนิคมอุตสาหกรรมก็น่าจะสูงมาก เพราะลูกค้ารายใหม่ๆ ที่คิดจะซื้อที่ดินสร้างโรงงาน ก็คงหลีกเลี่ยงที่จะซื้อที่ดิน เพราะมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมซ้ำอีกในอนาคต จริงอยู่ นิคมอาจจะทำระบบกำแพงป้องกันน้ำท่วมแบบแข็งแรงน้ำไม่สามารถเข้าไปท่วมได้ แต่ก็ไม่รับประกันว่า โรงงานที่อยู่ข้างในจะเปิดดำเนินการได้ ถ้าภายนอกถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำ และคนและวัตถุดิบต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ อีกทั้งการสร้างกำแพงป้องกันก็ต้องลงทุนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ราคาขายที่ดินถ้าไม่ลดลงก็คงไม่สามารถปรับขึ้นได้ ดูไปแล้ว ธุรกิจของนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม คงอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากไปอีกนาน อย่างมากที่ทำได้ก็คือ หาทำเลใหม่และเริ่มต้นนับหนึ่งจากทำเลนั้น ซึ่งกว่าจะเริ่มออกดอกผลก็มักต้องใช้เวลานานเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ต้องใส่ลงไป

บริษัททำบ้านจัดสรร โดยเฉพาะที่มีโครงการและที่ดินเหลืออยู่ในทำเลที่ถูกน้ำท่วมหนัก เช่น ย่านบางบัวทอง หรือบางใหญ่ ความเสียหายของทรัพย์สินในทางบัญชีอาจดูเหมือนมีน้อย นี่ก็เหมือนกับกรณีของนิคมอุตสาหกรรม นั่นคือ ไม่ได้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการลดค่าของที่ดินซึ่งน่าจะมีไม่น้อย ผมไม่ได้มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่เมื่อคิดถึงตัวเองที่มีที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตน้ำท่วมรุนแรงซ้ำซากแล้ว ถ้าขายได้ครึ่งหนึ่งของราคาเดิมผมก็พอใจแล้ว กรณีของที่ดินในโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่โดนน้ำท่วมหนักครั้งนี้ ผมคิดว่าราคาจะลดลง 20-30% น่าจะเป็นไปได้

ส่วนธุรกิจบ้านจัดสรร ผมคิดว่าการขายบ้านที่อยู่ในเขตน้ำท่วมหนักครั้งนี้คงยากขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงปีหรือสองปีนี้ แม้แต่บ้านที่มีการวางมัดจำหรือผ่อนดาวน์ไปบ้างแล้ว น่าจะมีการทิ้งดาวน์ไม่ไปโอนมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เหตุผลนอกจากไม่อยากมีบ้านอยู่ในทำเลที่ "ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย" แล้ว อาจจะเป็นเพราะคนที่จองซื้อไว้ อาจมองราคาบ้านคงจะลดลงมา จึงยอมทิ้งดาวน์ และถ้าอยากจะได้จริงๆ ค่อยไปซื้อใหม่น่าจะได้บ้านในราคาที่ถูกกว่า ธุรกิจของบริษัทที่มีโครงการและที่ดินอยู่ในเขตน้ำท่วมหนักอย่างมีนัยสำคัญ คงถูกกระทบค่อนข้างมากช่วง 2-3 ปีข้างหน้า วิธีการแก้ไขต้องไปทำโครงการที่อยู่ในทำเลที่ไม่ถูกน้ำท่วมรุนแรง นี่ก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นและยังต้องใช้เวลาพัฒนาโครงการ

บริษัทที่เป็นโรงงานผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ที่มีโรงงานหลักอยู่ในเขตน้ำท่วมรุนแรง ความเสียหายจากทรัพย์สินมีไม่น้อย แม้จะมีการประกันภัยไว้ เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว โรงงานคงมีค่าใช้จ่ายที่ไม่น่าจะเคลมคืนได้เช่น ค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรงงาน ค่าแรงคนงานที่ยังต้องจ่ายในระดับถึง 75% ของค่าแรงพื้นฐาน สินค้าและวัตถุดิบที่เสียหาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมาก

ส่วนความเสียหายด้านธุรกิจ ผมคิดว่า คงมีไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตที่เป็นผู้ส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากความเสียหายที่ไม่สามารถขายสินค้าได้ในช่วงที่โรงงานถูกน้ำท่วมเป็นเดือนๆ แล้ว ในระยะยาว หลังจากโรงงานกลับมาดำเนินการใหม่ บริษัทอาจประสบปัญหาในการขายได้เหมือนกันในแง่ ลูกค้าเดิม อาจหันไปหาซัพพลายเออร์รายใหม่ เพราะรอไม่ไหว จริงอยู่ บริษัทน่าจะได้รับออเดอร์กลับมาบ้าง แต่ผู้ซื้อต้องกระจายความเสี่ยง โดยการสั่งซื้อจากที่อื่นมากขึ้น เพราะเขากลัวว่าถ้าเกิดปัญหาน้ำท่วมอีกในอนาคต การผลิตของเขาจะมีปัญหาอีกเช่นในปีนี้

ธุรกิจเช่นพวกผู้ค้าปลีก ความเสียหายจากทรัพย์สินมีไม่มาก เพราะเป็นแค่ร้านค้า หรือศูนย์กระจายสินค้าที่อยู่ในเขตน้ำท่วมหนัก เครื่องมือหรืออุปกรณ์มักมีราคาไม่สูง และมีประกันภัย ส่วนของธุรกิจ ความเสียหายส่วนใหญ่ มาจากยอดขายที่หายไปจากการปิดสาขาที่อยู่ในเขตน้ำท่วมหนัก เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวมแล้ว ก็ยังไม่มากนัก ความเสียหายอีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่สินค้าขาด เพราะระบบจัดส่งสินค้าขัดข้อง เนื่องจากศูนย์กระจายสินค้าถูกน้ำท่วม แต่ยอดขายที่ลดลง จะเป็นเรื่องระยะสั้น เมื่อน้ำลดหรือระบบกระจายสินค้าทั้งที่เป็นศูนย์ชั่วคราวหรือศูนย์เดิมทำงานได้แล้ว ยอดขายก็จะกลับมาเป็นปกติ ผลกระทบระยะยาวมีน้อยมาก

สุดท้ายก็คือ บริษัทที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูบ้าน หรือสิ่งก่อสร้างหลังน้ำลด รวมถึงผู้ขายวัสดุและผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ใคร่ถูกกระทบด้านทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ ด้านธุรกิจช่วงน้ำกำลังท่วม บริษัทอาจจะมียอดขายที่ลดลงบ้าง เพราะปัญหาการคมนาคม ตัวลูกค้า และคนงานที่อาจจะพะวงอยู่กับปัญหาน้ำท่วม แต่หลังจากน้ำลดลงแล้ว ธุรกิจก็จะเฟื่องฟูมากจน "ทำไม่ทัน" และมากกว่ายอดขายที่เสียไป ยอดขายหรือธุรกิจที่ดีขึ้น น่าจะดำรงอยู่อย่างน้อย 1-2 ปีขึ้นไป และต้องถือว่า นี่คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่กลุ่มอื่น โดยรวมแล้วมักจะเสียหาย หรือขาดทุนหรืออย่างมากก็เสมอตัวในเหตุการณ์วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
****************************
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ
Value investor
วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554

มุมมองน่ารักเรื่อง "น้องน้ำ" จาก "ตัน ภาสกรนที - ประภาส ชลศรานนท์" และ "นิ้วกลม"

มุมมองน่ารักเรื่อง "น้องน้ำ" จาก "ตัน ภาสกรนที-ประภาส ชลศรานนท์" และ "นิ้วกลม"
ในเฟซบุ้คของคนดัง 3 คน "ตัน ภาสกรนที-ประภาส ชลศรานนท์"และ "นิ้วกลม" ก็เหมือนกับเฟซบุ้คทั่วไปในช่วงนี้ คือเขียนถึงเรื่อง"น้ำท่วม"

แต่ละคนก็มีแง่มุมแตกต่างกัน ที่เหมือนกันก็คือ แง่มุมที่คมคายและการให้กำลังใจ
เริ่มจาก "ตัน"
หลังโรงงานอิชิตันที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เจอ"น้องน้ำ"มาเยือน "ตัน"เขียนเรื่อง"สำนึกและความเกรงใจ"ลงในเฟซบุ้คของเขา
"ไม่มีใครสามารถสกัดกั้นธรรมชาติได้ น้ำมาแล้วมันก็ต้องมีที่ให้ไป มาเร็วก็ไปเร็ว ขอให้ชาวกรุงเทพยอมรับและทำใจให้อยู่กับความเป็นจริง..เรายังไม่ได้เศษเสี้ยวความทุกข์ของคนต่างจังหวัด...เตรียมตัวรับมือให้พร้อมครับ โลกพยายามเตือนเรา
หลายครั้งว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว บางครั้งพูดเสียงเบาๆ ผ่านปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนขึ้นทุกวัน

บางครั้งตะโกนดังๆ ผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว มหันตภัยน้ำท่วม พายุทอร์นาโด ฯลฯ แต่เราไม่ได้ยิน หรือ...แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าเรายังนิ่งเฉยต่อเสียงตะโกนของโลก วันหนึ่งโลกคงต้องทวงคืนทุกสิ่งที่เขาให้เรามา ยิ่งเราใช้ทรัพยากรอย่างไม่เกรงใจธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะยิ่งเอาคืนจากเราเท่านั้น

ความเกรงใจนี่สำคัญมากนะครับกับการอยู่ร่วมกันของทุกสรรพสิ่งบนโลกกลมๆใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ร่วมในองค์กร อยู่ร่วมกันในครอบครัว และสังคม"


ส่วน "นิ้วกลม"นั้น มีแง่มุมน่ารักและน่าคิด

เริ่มจากเขียนเรื่อง"ความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์

"วันแรก...ขอให้ไม่ท่วมบ้านของเราด้วยเถิ้ด
วันที่สอง...เอาวะ ท่วมก็ไม่เป็นไร ขอให้รถยังวิ่งได้ด้วยเถิ้ด
วันที่สาม...ไม่มีรถก็ไม่เป็นไร ขอให้อย่าเข้าบ้านเราเลยเถิ้ด
วันที่สี่...เข้าบ้านก็ไม่เป็นไร ขอให้อย่าเกินเอวเลยเถิ้ด
วันที่ห้า...เกินเอวก็ช่างมัน ขอให้อย่าถึงชั้นสองเลยเถิ้ด
วันที่หก...ถึงชั้นสองก็ปลงได้แล้วแหละ ขออย่าให้ท่วมนานเลยเถิ้ด
วันที่เจ็ด...ท่วมนานก็ไม่เป็นไร เอาน่า อย่างน้อยเราก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้"

ก่อนจะสรุปว่า "ดูเหมือนน้ำค่อยๆ จัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตของเราไปตามระดับน้ำที่ค่อยๆ สูงขึ้น"
อีกเรื่องหนึ่งที่น่ารัก เป็นเรื่องที่เขาได้พบคนพา "น้องหมา" หนีน้ำ "
บางคนบอกว่า ถึงเวลาน้ำท่วมแบบนี้ หมาแมวเป็นภาระ แต่เวลาที่ได้เห็นผู้คนเดินลุยน้ำเท่าเอวแล้วลากแพที่ให้บรรดาหมาๆ ทั้งหลายยืนแห้งอยู่บนแพก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของที่น่ารักดีจริงๆ

เมื่อเราทักคุณพี่คนหนึ่งว่า "ดีนะพี่ ไม่ทิ้งมัน"  แกก็ตอบว่า "โอย ไม่ทิ้งหรอก เลี้ยงมันแล้ว มันก็เป็นครอบครัวเราเหมือนกัน ทิ้งกันไม่ได้หรอก

ในเวลาน้ำท่วม สิ่งที่เป็น "ภาระ" ก็คือสิ่งที่เรา "รัก" นั่นเอง"
ในขณะที่ทุกคนมองแค่ความทุกข์ในวันนี้ "นิ้วกลม"มองไกลไปในอนาคตว่าวันหนึ่งทุกคนคุยกับเรื่องวันนี้ บางทีความรู้สึกของแต่ละคนต่อ"วันนี้"อาจพลิกเปลี่ยนไป

"คิดเล่นๆ แบบเพี้ยนๆ ว่า อีกสิบปีข้างหน้า พอเพื่อนๆ นั่งล้อมลงคุยกันถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 54 อย่างเมามัน
วันนั้นคนที่ไม่โดนน้ำท่วมจะเซ็งๆ นิดหน่อย เพราะไม่มีเรื่องเล่าว่าตอนนั้นเป็นไงบ้าง และพูดออกมาแบบจ๋อยๆ ว่า

"บ้านกูไม่โดนว่ะ ชีวิตปกติมากเลย"
แล้วก็ได้แต่นั่งฟังเพื่อนๆ เล่าอดีตอันโหดร้ายอย่างสนุกสนานอยู่เงียบๆ"  (ฮ่าฮ่า เป็นการปลอบใจตัวเองซึ่งโดนน้ำท่วมไปพลางๆ)

ช่วงที่ผ่านมา"นิ้วกลม"ไปร่วมกับหน่วยงานต่างๆช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาโดยตลอด เขาไปพบกับประสบการณ์น่ารักมากมาย อย่างครั้งนี้...

"วันนี้แวะไปที่บ้านตัวเอง ด้านนอกน้ำท่วมตาตุ่มแล้ว คาดว่ามีสิทธิถึงเข่า เห็นแล้วก็ตกใจ ตอนบ่ายไปที่พุทธมณฑลสาย 2 เดินเข้าหมู่บ้านกับพี่ๆ หน่วยกู้ภัยอาสา "บอยทาร์ซาน" ระดับน้ำท่วมเอว คุณน้าคนหนึ่งอพยพออกจากบ้าน เดินออกมาปากซอยด้วยกัน ถามแกว่ารู้สึกยังไงบ้าง  แกบอกว่า  "ไม่เป็นไร คนอื่นเขาลำบากกว่าเราเยอะ"
ส่วน "ประภาส ชลศรานนท์"นั้น นอกจาก"มุข"เรื่องน้ำท่วมแล้ว เขายังมีแง่คิดที่คมคายเช่นเดิม

มีอยู่เพียงหกพยางค์เท่านั้นที่เป็นบทสรุปสำหรับชีวิต
“ไม่ว่าจะกอดคอกันร้องไห้หรือร้องเพลงฉลองชัย ไม่ว่าจะน้ำท่วมถึงไหล่หรือแห้งผากเป็นฝุนผง ....ชีวิตดำเนินต่อไป"

หรืออีกเรื่องหนึ่งที่งดงามยิ่งและเป็น"สัจธรรมชีวิต"ของคนที่ไม่ยอมแพ้ "ประภาส"ยกคำพูดของ"ผู้หญิง"คนหนึ่งเตือนใจทุกคน
ไม่ใช่คำพูดของ"ผู้หญิง"ที่เป็น"นายกรัฐมนตรี" แต่เป็น"เมีย"คนขายก๋วยเตี๋ยว
"วันก่อนได้ยินอาเฮียคนขายก๋วยเตี๋ยวพูดกับเมียว่า "ประเทศไทยกำลังจะเจ๊งแล้ว"  คนในร้านฟังแล้วใจเสียกันหมด ผมชอบที่อาซ้อตอบอาเฮียว่า "เจ๊งก็ตั้งตัวใหม่ได้"

"ประภาส"ตบท้ายด้วยการให้กำลังใจทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กทม. กองทัพ และอาสาสมัครทุกคน

ครับ. สำหรับคนที่ไม่ยอมแพ้ 
"การเริ่มต้น"ก็เป็นเพียงก้าวหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่"ความพ่ายแพ้"

แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย

คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทาน
เรื่องนี้จะพบว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค” ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน
นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เลยคิดว่าตนเอง
”เสียเปรียบ”ในการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายักษ์ได้ นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต. สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กองทุนหรือสถาบันต่างๆนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงเกินไป เช่น บางกองทุนถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากกว่า 20 บริษัท เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง หรือบางครั้งกองทุนต่างๆไม่สามารถถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิน 5% ได้
การถือ หุ้นหลายๆบริษัทเป็นการกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิดตกต่ำอย่างมากก็ไม่มีผลกระทบกับพอร์ตการ ลงทุน แต่ขณะเดียวกันถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพิ่มขึ้นมากก็ทำให้พอร์ตการ ลงทุนเติบโตได้ไม่มากนัก การกระจายความเสี่ยงในลักษณะเช่นนี้มักทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนีของ ตลาด โอกาสที่จะชนะตลาดมากๆเป็นไปได้น้อย เช่นเดียวกันโอกาสที่พอร์ตลดลงมากกว่าตลาดมีไม่มากนัก
นักลง ทุนรายย่อยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากเป็นสิบๆบริษัทเหมือนกองทุน จึงสามารถเลือกถือหุ้นกี่บริษัทก็ได้ตามที่ต้องการ การทำผลตอบแแทนให้เหนือกว่าตลาดวิธีหนึ่งคือการถือหุ้นน้อยบริษัท ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งในพอร์ตการลงทุนทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ก็เพียงพอที่ทำให้ผลการลงทุนชนะผลตอบแทนรวมของตลาดได้
ตัวอย่าง เช่น ในพอร์ตของกองทุนมีหุ้นทั้งหมด 20 บริษัทในจำนวนเท่าๆกัน สมมุติในปี นั้นหุ้นตัว อื่นๆมีผลตอบแทนเท่ากับศุนย์ แต่มีหุ้นบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100% พอร์ ตการลงทุนของกองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทนรวมได้เท่ากับ 100/20 = 5% แต่ถ้า นักลงทุนรายย่อยมีหุ้นเพียง 5 บริษัท ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100% เหมือนหุ้นของกองทุน ขณะที่หุ้นบริษัทอื่นๆราคาเท่าเดิม พอร์ ตการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยทำผลตอบแทนรวมได้ถึง 100/5 = 20% ซึ่งมากกว่า ผลตอบแทนของกองทุนอย่างเห็นได้ชัด
ดัง นั้นนักลงทุนรายย่อยไม่ได้เสียเปรียบนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบันอยู่เสมอไป ถ้ารายย่อยเข้าใจและนำจุดอ่อนของตนมาเป็นจุดแข็ง เชื่อแน่ว่าแจ็คตัวเล็กๆสามารถเอาชนะยักษ์ตัวโตได้เช่นเดียวกัน

วิบูลย์ พึงประเสริฐ
18 เมษายน 2551