Thursday, November 24, 2011

P/E P/BV และ ROE

อีกบทความที่เป็นประโยชน์ในแง่การลงทุน เกี่ยวกับ P/E P/BV และ ROE จากคุณ สันติ สิงหวังชา
ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่ง น่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้ ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครับ
P/E – ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี … P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ
P/BV – ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น … ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า
ROE – ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่า เงินที่บริษัทเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้น บริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ … เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12 – 15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี
ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ
P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)
ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ P/BV = P/E x ROE
จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร
1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก
2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง
แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี เบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน … เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือ หุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง … เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม ก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3 – 4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%
สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือ แนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือ แนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก …
แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ?
1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า ผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่
2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่ง ในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป เช่น มีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้ โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนักจริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย ..
ROE (ต่อ)
เมื่อบริษัทใดๆก็ตาม ทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่
1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ – ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุน และคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อ จะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี
2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้ – ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง
3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล – ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า
4. ซื้อหุ้นคืน – กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะนำกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง
ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้
บริษัท A – อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง
บริษัท B – อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน
บริษัท C – อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง
บริษัท D – เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป
ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด
ROE กับ D/E

มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ
ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง …
ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า “High Risk High Return” กันใช่ไหมครับ ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port
ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง
*************************
สันติ สิงหวังชา

Thursday, November 17, 2011

ข้อคิดการลงทุนจาก Sir John Templeton

John Templeton ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตอนอายุ 95 ปี ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ต่อไปนี้คือข้อคิดบางส่วนของท่านครับ
ความมุมานะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผลตอบแทนแบบเหนือชั้น
สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือสามัญสำนึก อย่าให้ตัวเองได้รับอิทธิพลจากความกระตือรือร้น
อย่าให้ตัวเองถูกครอบงำด้วยความสิ้นหวัง อย่าซื้อหุ้นที่คุณไม่เข้าใจ ศึกษาหุ้นที่คุณต้องการซื้อไว้ล่วงหน้าเสมอ วางแผนระยะยาว บอกตัวเองไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องพบเจอภาวะตลาดหมี
เราไม่สามารถคาดการณ์วัฏจักรธุรกิจหรือตลาดหุ้นได้ และเราก็ไม่เคยเจอคนที่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องมากกว่า 60% เรามักจะบอกลูกค้าว่า ‘อย่าไปกังวลกับเรื่องพวกนี้ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ตลาดหมีและความถดถอยทางธุรกิจจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่คุณไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร’ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เตรียมตัวทางการเงินไว้ อย่าเป็นหนี้เพราะมันอาจทำให้คุณต้องออกจากตลาดผิดเวลา…มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ยังไงซะ ผมก็ไม่อยากจะก่อหนี้อยู่ดี
อีกอย่าง คุณต้องเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณตื่นตระหนกผิดเวลาและขายหุ้นออกไปแบบโง่ๆ ถ้าคุณได้เตรียมตัวและรู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องเจอตลาดหมีและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณไม่เพียงจะมองมันอย่างไร้กังวล แต่คุณจะถือมันเป็นโอกาสอีกด้วย
กระบวนการคัดเลือกหุ้นมีความซับซ้อน นักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่อาจลงมือทำแบบเดียวกับนักลงทุนคนอื่นๆได้ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่การลงทุนมีความแตกต่างไปจากอาชีพอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าหมอสิบคนให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรค การปฏิบัติตามความเห็นส่วนใหญ่น่าจะให้ผลดี หรือหากวิศวกรสิบคนเห็นชอบกับการออกแบบสะพาน เราก็น่าจะสร้างสะพานตามแบบนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์สิบคนบอกให้เราซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง การซื้อหุ้นตัวนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดได้….จะว่าไปแล้ว ถ้าเมื่อไรก็ตาม แทบทุกคนแนะนำเหมือนกันไปหมด อย่าไปทำแบบนั้นเชียว
จะให้ดี เราต้องซื้อหุ้นที่กำลังตกต่ำ ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับถูกได้ก็เพราะมันมีแรงขายหนักๆ ดังนั้น ในการลงทุน ถ้าคุณอยากได้หุ้นถูกซึ่งจะให้ผลตอบแทนดีๆในระยะยาว คุณต้องพร้อมทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ บางคนคิดว่าเราเป็นพวกชอบทำอะไรสวนทางกับคนส่วนใหญ่ จริงๆแล้ว เราคิดว่าเราชอบช่วยเหลือคนอื่นซะมากกว่า ตอนคนตกใจหนีตายขายหุ้นออกมา เราก็พวกเขาช่วยรับซื้อหุ้นเอาไว้ ตอนคนตื่นเต้นกลัวตกรถและรีบไล่ราคาหุ้น เราก็ช่วยขายหุ้นให้
จำไว้ว่าตลาดกระทิงถือกำเนิดขึ้นในยามที่ผู้คนล้วนสิ้นหวัง เติบโตขึ้นท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัย
โตเต็มที่ตอนที่ใครๆก็พากันมองโลกในแง่ดี และตายสนิทเมื่อความหวังลมๆแล้งๆปกคลุมตลาด
จังหวะซื้อคือตอนที่มีการมองแง่ร้ายแบบสุดๆราวกับโลกจะแตกฟ้าจะถล่มน้ำจะท่วมโลก จังหวะขายคือตอนที่ใครๆก็พากันนั่งฝันหวานหลับตาพริ้มและยิ้มกริ่ม

วิกฤตน้ำมันโลก

เมื่อปลายสัปดาห์ ราคาน้ำมันโลกที่ตลาด NYMEX ได้ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 104.98 ดอลลาร์/บาเรล สูงสุดในรอบสองปีครึ่ง หลายคนจึงกังวลใจถึงแนวโน้มของราคาน้ำมันในช่วงต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงนัยต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางอยู่ ปัญหาที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำลังฟื้นตัว ย้อนกลับไปสู่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤต และจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของโลก ประกอบกับแหล่งน้ำมันของโลกที่มีอยู่จำกัด ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 70 ดอลลาร์/บาเรล มาเป็น 92 ดอลลาร์/ บาเรล ระหว่างปีที่แล้ว ก่อนเกิดการประท้วงในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

แต่หลังจากวิกฤตการเมืองได้ลุกลามในอียิปต์ ลิเบียและอีกหลายประเทศ ตลาดน้ำมันโลกที่ตึงตัวอยู่แล้ว ได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม ราคาจึงเพิ่มขึ้นไปอีก พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาเรล เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

สำหรับแนวโน้มน้ำมันในช่วงต่อไป ณ จุดนี้ ยากที่จะคาดการณ์ได้ เพราะปัญหาการประท้วงที่กำลังคุกรุ่นอยู่นั้น เกิดในภูมิภาคของประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 40% ของตลาดน้ำมันโลก โดยปัญหากำลังลุกลามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง

โชคดีที่ขณะนี้ ปัญหายังจำกัดวงอยู่ในประเทศที่มีกำลังการผลิตไม่มากนักเท่านั้น หากปัญหากระจายวงกว้าง ก็จะส่งผลต่อราคาน้ำมันยิ่งขึ้น ส่วนจะกระทบมากน้อย ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาการประท้วงจบช้าหรือเร็ว

จบเร็ว ราคาจะขึ้นไปไม่มาก แต่อาจจะใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนที่จะปรับลดลงมา เพราะกระบวนการและฐานการผลิตได้รับผลกระทบ ต้องเคลื่อนย้ายคนงานออกจากพื้นที่ อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาผลิตใหม่ได้

จบช้า ยืดเยื้อ ใช้เวลานานในการคลี่คลาย ตรงนี้ก็จะกระทบกับน้ำมันในตลาดโลก และผู้เชี่ยวชาญมองว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอาจจะไปจนถึง 120-125 ดอลลาร์/บาเรล

กระจายไปประเทศอื่นๆ เช่น โอมาน เยเนม บาร์เรน อัลจีเรีย ไนจีเรีย อิหร่าน ราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาเรล

เรียกว่าต้องจับตามองกันอย่างไม่กระพริบ เพราะปัญหาการเมืองของประเทศเหล่านี้คงไม่จบง่าย ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะนิ่งลง ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองที่หลายๆ คนเคยมั่นใจในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้หมดลงไปแล้ว และการเมืองได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาน้ำมันโลก
ถ้าเป็นเช่นนี้ ระบบเศรษฐกิจโลกและไทยก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น จะซ้ำเติมวิกฤตอาหารโลกและราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่พุ่งขึ้นสูงอยู่แล้ว และสร้างแรงกดดันต่อปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้นจากเดิม
ตรงนี้ก็จะมีนัยต่อเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟื้นในสหรัฐและยุโรป และจะมีนัยต่อนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ล่าสุด ธนาคารกลางของยุโรป ออกมาบอกว่า ประชุมครั้งหน้า จะเริ่มพิจารณาถึงการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ก็จะทำให้การฟื้นตัวชะลอออกไปอีก
ส่วนประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนที่สูง ราคาน้ำมันโลกที่ขึ้นมาจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ต่อการใช้จ่ายของประชาชน และต่อเศรษฐกิจ ทำให้ (1) เศรษฐกิจชะลอลง (2) ดอกเบี้ยก็อาจจะต้องขึ้นเร็วขึ้นจากเดิม และ (3) รัฐบาลมีข้อจำกัดในการเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน เมื่อช่วยแล้วก็ทำได้ไม่นาน (เหมือนครั้งที่แล้วเมื่อปี 48) ท้ายสุดก็จะหมดเงิน มีหนี้จำนวนมาก ต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว ซึ่งตอนนั้น ต้นทุนสินค้าต่างๆ ก็จะพุ่งขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และต้องมาแก้ไขอีกรอบ
ตรงนี้ก็ต้องทำใจครับ และพวกเราก็ควรที่จะเริ่มเตรียมการรับกับยุคน้ำมันแพงรอบใหม่ ตั้งแต่วันนี้ครับ

************************
ที่มา : คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล