Idea Library: ถ่ายทอดความคิดและมุมมองผ่าน ชีวิตนักลงทุน ที่มีต่อตลาดทุน และ ชีวิตการทำงาน ในสังคมประเทศไทย..!
Monday, November 14, 2011
คิดเชิงกลยุทธ์ โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor ระดับเซียนนั้น ผมคิดว่าจะต้องเป็น “นักคิด” ที่เฉียบคม และการคิดนั้น จะต้องเป็นการคิดในเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ เป็นการคิดเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ การแข่งขัน ที่จะทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะและอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ หรือใครจะนำและใครจะตาม “ตำแหน่ง” ของใครดีกว่าตำแหน่งของคนอื่นและทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขัน ว่าที่จริง นักลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนคิดว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อะไร เขาเพียงแต่ต้องรู้หรือดูให้เป็นว่ากลยุทธ์หรือตำแหน่งของใครเป็นอย่างไรและดีกว่าคู่แข่งอย่างไร เขาคิดและ “ตัดสิน” ว่าใครจะชนะหรือใครได้เปรียบและอนาคตจะเป็นอย่างไร ความคิดของเขามักจะถูกมากกว่าผิดเพราะมันเป็นความคิดที่มีเหตุผลและมีหลักวิชาการที่ถูกต้อง
ความคิดที่มีเหตุผลและเป็นเชิงกลยุทธ์นั้น ผมคิดว่าต้องมีการฝึกฝนและบางทีอาจจะเป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวด้วย ดูอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น เขาชอบเล่นบริดจ์เป็นชีวิตจิตใจและเล่นได้เก่งมากทีเดียว บริดจ์นั้นเป็นเกมที่ต้องใช้ทั้งความคิดและความจำและต้องมีกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยม การที่เขาชอบเล่นเกมนี้เป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งว่าเขาชอบ “การคิดและการวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้ได้ชัยชนะในการแข่งขัน”
ส่วนตัวผมเองนั้น เมื่อมองย้อนหลังไปในช่วงที่ยังเป็นเด็ก ผมชอบเล่นเกมที่เกี่ยวกับความคิดและการแข่งขันหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเป็นชีวิตจิตใจก็คือการเล่นหมากรุกจีนซึ่งผมจะเล่นกับเพื่อนบ่อย ๆ และเมื่อเล่นแล้วผมแทบจะลืมกินอาหาร หมากรุกนั้นเป็นเกมการแข่งขันที่ต้องใช้การวางแผน โดยแผนที่ดีนั้นจะต้องมีการมองไปข้างหน้าหลาย ๆ ก้าว นอกจากการวางแผนเพื่อเอาชนะแล้ว คนเล่นยังต้องคอยระวังและป้องกันการ “รุก” ของคู่ต่อสู้ด้วย ผมไม่ได้เป็นนักเล่นหมากรุกที่ยอดเยี่ยมอะไร แต่ทุกวันนี้เมื่อมีเวลาว่างผมก็ยังเล่นหมากรุกจีนอยู่ เพียงแต่ว่าเป็นการเล่นกับคอมพิวเตอร์เป็นหลักเนื่องจากหมากรุกจีนนั้น คนที่เล่นกันในปัจจุบันดูเหมือนจะมีน้อยมากและต่างก็อายุมากกันแล้ว
การเล่นเกมที่ต้องใช้ความคิดในเชิงกลยุทธ์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะช่วยทำให้เราคิดเก่งในการใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์แล้ว ยังช่วยลับสมองเราไม่ให้เสื่อมถอยเร็วเกินไปเวลาเราแก่ตัวลงด้วย และเกมที่ผมคิดว่าช่วยฝึกสมองให้คิดแบบเชิงกลยุทธ์เราได้นั้น นอกจากบริดจ์และหมากรุกทุกประเภทแล้ว ยังน่าจะรวมถึงเกมโกะ และโมโนโปลี่ ส่วนเกมอย่างหมากฮอสหรือการเล่นไพ่อย่างเกมไพ่รัมมี่นั้น ถึงจะต้องใช้การวางกลยุทธ์บ้างแต่ผมคิดว่ามันยังใช้ไม่มากพอ นอกจากนั้น เกมใช้สมองอย่างอื่นเช่นเกมต่ออักษรให้เป็นคำที่เรียกว่า Cross Words หรือเกมเรียงตัวเลขอย่างซูโดกุ นั้น ผมคิดว่าไม่ใช่เกมที่ใช้กลยุทธ์เป็นหลักในการเล่น ดังนั้น จึงไม่เป็นประโยชน์ในแง่ของการลงทุน
ลำพังการมีความสามารถในการเล่นเกมต่าง ๆ ดังกล่าวคงไม่เป็นประโยชน์กับการลงทุน นักลงทุนที่จะเก่งนั้นต้องคิดไปถึงเรื่องของกลยุทธ์ในการต่อสู้และการแข่งขันใน “ชีวิตจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางธุรกิจ การที่จะมีความสามารถอย่างนั้นได้ นอกจากความสามารถในการคิดแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ “วิชาการ” นั่นหมายถึงว่าเราจะต้องศึกษาและต้องอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการต่อสู้และการแข่งขันต่าง ๆ ให้มาก การแข่งขันหรือการต่อสู้ที่ต้องใช้กลยุทธ์นั้น นอกจากในวงการธุรกิจแล้วก็ยังมีในเรื่องของสงคราม การเมือง และ เชื่อไหมครับว่า เป็นเรื่องของชีวิตของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง หรือคนธรรมดา ถ้าเราคิดเป็นแบบกลยุทธ์เราก็จะเห็นว่าใครใช้กลยุทธ์อย่างไรและเขา “ชนะ” เพราะเหตุใด แต่ถ้าเราอ่านหรือศึกษาโดยไม่ได้คิดแบบเชิงกลยุทธ์ เราก็จะอ่านผ่าน ๆ ไปและอาจคิดไปว่าคนชนะนั้น เป็นไปเพราะเหตุผลต่าง ๆ เช่น เขาเก่ง เขาฉลาด เขาสวยหรือหล่อ หรือแม้แต่เพราะเป็นเรื่อง “บังเอิญ” หรือ “โชค”
ถ้าเราฝึกฝนการคิดอย่างเป็นกลยุทธ์อยู่เสมอเราก็จะมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเป็นแบบเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ เรามักจะถามเสมอว่าอะไรหรือกลยุทธ์อะไรที่ทำให้คนหนึ่ง “ชนะ” อีกคนหนึ่ง “แพ้” บริษัทหนึ่งชนะและอีกบริษัทหนึ่งแพ้ องค์กรหนึ่งชนะและอีกองค์กรหนึ่งแพ้ ประเทศหนึ่งชนะและอีกประเทศหนึ่งแพ้ เราจะเห็นถึงความได้เปรียบและความเสียเปรียบของคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้รวมทั้งรู้ว่าอะไรเป็นความได้เปรียบ“ชั่วคราว” และอะไรเป็นความได้เปรียบ “ถาวร” และนี่ก็คือสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งเป็น “เสาหลัก” ในการลงทุนในหุ้นสุดยอดสไตล์บัฟเฟตต์
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการคิดเชิงกลยุทธ์และวิชาการเกี่ยวกับกลยุทธ์การแข่งขันนั้น ผมแนะนำว่าควรจะเริ่มจากการอ่านหนังสือกลยุทธ์ทางการตลาดซึ่งมีอยู่มากมาย แต่คนที่ผมคิดว่าสามารถอธิบายได้อย่างเข้าใจง่ายและสั้นก็คือ อัลรีส (Al Ries) ซึ่งเสียชีวิตแล้ว และ แจ๊คเทร้าท์ (Jack Trout) ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับการตลาด การวางตำแหน่งของบริษัทในการแข่งขัน และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ธุรกิจใช้ในการต่อสู้กัน หลังจากเข้าใจเรื่องกลยุทธ์ในการแข่งขันทางการตลาดแล้ว เราก็จะเข้าใจกลยุทธ์ในเรื่องอื่น ๆ อีกมาก และถ้าเราหมั่นฝึกฝนการคิดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งเราก็จะเข้าใจ “เบื้องหลัง” ความสำเร็จและความล้มเหลวของแต่ละบริษัทหรือแต่ละคน และนั่นจะนำไปสู่การเลือกหุ้นลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูง
**********************
คิดเชิงกลยุทธ์
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร August 1, 2009
โลกในมุมมองของ Value Investor
ทฤษฎี VI (ตอนที่ 1) โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investment คืออะไร ? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมหลากหลาย บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มี
อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วก็พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ
ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร
ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา
ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin of Safety
ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI
ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น
การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่งขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน
VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สินนั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง
การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเท็คมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเท็คนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ อย่างไรก็ตาม บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่านั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่าจะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเท็คที่เขาซื้อเหล่านั้น
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”
Friday, November 4, 2011
คำถามอะไรบ้างที่ Manger ควรจะถาม..?
การถามคำถามก็เป็น Soft Skill อย่างหนึ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน แต่ก่อนคนส่วนมากอาจจะคิดว่า Manger เราควรจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าเราแล้วก็มีคำตอบให้เราในทุกๆเรื่องประมาณว่าคิดอะไรไม่ออกก็ถาม manger เรา
เดี๋ยวนี้ทักษะนั้นอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ถามว่าทำไม..?? ก็เพราะส่วนหนึ่งโลกเราแคบขึ้นในแง่การเข้าถึงข้อมูล อยากรู้อะไรก็สามารถหาเอาได้จากโลก Online ..ถามต่อว่าแล้ว Skill ไหนล่ะที่จำเป็น..??
คำตอบคือ "ต้องถามให้เป็น" !! การถามให้เป็นนี่จะเป็นการพัฒนา Skill และ Idea ให้ทั้งผู้ถามและผู้ตอบด้วย ผลทางอ้อมก็คือเราจะเปลี่ยน Culture ของผู้สถานะจากผู้สั่งการมาเป็นผู้ฟัง ซึ่งโอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างจะมากขึ้นด้วย อันนี้ยืนยันด้วยงานวิจัยมากมายที่ทำเกี่ยวกับ Manger คนไทยที่ สรุปว่า ส่วนมาก Manger คนไทยจะใช้ความเป็นผู้นำแบบควบคุมมากกว่าจะนำแบบผู้ร่วมงาน!! (Thais managers perceive the role of ‘leader’ as a controller rather than a colleague and this may be called ‘superior-inferior’ concept, which is dominant in Thailand)
แล้วต้องถามอะไรบ้างล่ะ..??
ข้อแรก: ถามตัวเราเองก่อน Manager ที่ดีจะถามตัวเองและคนอื่นไปพร้อมๆกันว่ามีอะไรบ้างไมที่เราสามารถทำได้ดีกว่าเดิมบ้าง และคำถามนั้นต้องเป็นคำถามที่มีหลักการและผู้ตอบสามารถตอบได้ด้วยนะคร้าบ
ข้อสอง: ถามเกี่ยวกับแผนการและโครงการต่างๆ เพราะว่าการตอบคำถามนี้จะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้ตอบนั้นมองเห็นลักษณะการทำงานปัจจุบันเป็นยังไงและ บ่อยครั้งควรจะถามคำถามยากๆไปเลยจะได้รู้ว่าเค้ามีมีการวางแผนงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร หรือมีความเห็นยังไงเกี่ยวกะในเนื่องานตื้นลึกหนาบางแค่ไหน
ข้อสาม: ถามเกี่ยวกับองค์กร ควรเป็นคำถามที่เปิดมากๆคร้าบเพราะเราจะได้รู้ว่าเค้ามีแผนที่จะอยู่กับเรานานแค่ไหนมีอะไรที่เรามองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ไหม เช่น ถามเกี่ยวกับ เห็นว่าวิธีการทำงานเป็นยังไง ? โครงสร้างองค์กรเป็นยังไง ? มีวิธีไหนที่จะทำให้องค์กรพัฒนาขึ้นไหม
Kumpol, 4/Nov/2011
เดี๋ยวนี้ทักษะนั้นอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ถามว่าทำไม..?? ก็เพราะส่วนหนึ่งโลกเราแคบขึ้นในแง่การเข้าถึงข้อมูล อยากรู้อะไรก็สามารถหาเอาได้จากโลก Online ..ถามต่อว่าแล้ว Skill ไหนล่ะที่จำเป็น..??
คำตอบคือ "ต้องถามให้เป็น" !! การถามให้เป็นนี่จะเป็นการพัฒนา Skill และ Idea ให้ทั้งผู้ถามและผู้ตอบด้วย ผลทางอ้อมก็คือเราจะเปลี่ยน Culture ของผู้สถานะจากผู้สั่งการมาเป็นผู้ฟัง ซึ่งโอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างจะมากขึ้นด้วย อันนี้ยืนยันด้วยงานวิจัยมากมายที่ทำเกี่ยวกับ Manger คนไทยที่ สรุปว่า ส่วนมาก Manger คนไทยจะใช้ความเป็นผู้นำแบบควบคุมมากกว่าจะนำแบบผู้ร่วมงาน!! (Thais managers perceive the role of ‘leader’ as a controller rather than a colleague and this may be called ‘superior-inferior’ concept, which is dominant in Thailand)
แล้วต้องถามอะไรบ้างล่ะ..??
ข้อแรก: ถามตัวเราเองก่อน Manager ที่ดีจะถามตัวเองและคนอื่นไปพร้อมๆกันว่ามีอะไรบ้างไมที่เราสามารถทำได้ดีกว่าเดิมบ้าง และคำถามนั้นต้องเป็นคำถามที่มีหลักการและผู้ตอบสามารถตอบได้ด้วยนะคร้าบ
ข้อสอง: ถามเกี่ยวกับแผนการและโครงการต่างๆ เพราะว่าการตอบคำถามนี้จะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้ตอบนั้นมองเห็นลักษณะการทำงานปัจจุบันเป็นยังไงและ บ่อยครั้งควรจะถามคำถามยากๆไปเลยจะได้รู้ว่าเค้ามีมีการวางแผนงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร หรือมีความเห็นยังไงเกี่ยวกะในเนื่องานตื้นลึกหนาบางแค่ไหน
ข้อสาม: ถามเกี่ยวกับองค์กร ควรเป็นคำถามที่เปิดมากๆคร้าบเพราะเราจะได้รู้ว่าเค้ามีแผนที่จะอยู่กับเรานานแค่ไหนมีอะไรที่เรามองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ไหม เช่น ถามเกี่ยวกับ เห็นว่าวิธีการทำงานเป็นยังไง ? โครงสร้างองค์กรเป็นยังไง ? มีวิธีไหนที่จะทำให้องค์กรพัฒนาขึ้นไหม
Kumpol, 4/Nov/2011
ปรัชญาการออกแบบ iPhone บทที่ 3 : ปุ่ม Home นั้น สำคัญไฉน Credit by: Specphone.com
บทที่สาม คราวนี้เรามาดูกันว่า … ทำไมหนอ iPhone จึงมีแค่ปุ่ม Home เพียงปุ่มเดียว
ตั้งแต่ที่ iPhone เปิดตัวมาราวปี 2007 เราก็คุ้นหน้าคุ้นตากับปุ่ม Home ที่อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องที่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการกลับสู่หน้าแรกตามชื่อของมัน การกดสองครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลงอย่างรวดเร็ว (ที่ตอนนี้กลายเป็นเปิดหน้ามัลติทาสก์แล้ว) หรือแม้กระทั่งการกดสองครั้งในหน้าล็อกสกรีนเพื่อเข้าสู่กล้องได้อย่างรวดเร็วที่เพิ่งเพิ่มมาใน iOS 5 นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าพอมีปุ่มเพียงปุ่มเดียวสำหรับสั่งการ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเก่า และใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับการใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยที่แทบจะไม่ต้องมองด้วยซ้ำว่าปุ่มนั้นเป็นปุ่มอะไร กดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แถมเวลาเปลี่ยนเครื่องก็แทบไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเลยด้วยซ้ำ
เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Android ที่พักหลังเปลี่ยนมาใช้ปุ่มสั่งการแบบสัมผัสกันหมดแล้ว และปกติสมาร์ทโฟน Android จะมาพร้อมกับปุ่มสามถึงสี่ปุ่มได้แก่ Back, Home, Menu และ Search ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ตามชื่อนั่นเอง สำหรับคนที่ใช้เครื่องแรกครั้งแรก มันคงจะไม่เป็นปัญหาอะไร … แต่ถ้าเปลี่ยนเครื่องเมื่อไหร่ จะเจอกับปัญหานี้ทันที
นั่นก็คือ แต่ละเจ้ามันว่างปุ่มไม่เหมือนกันเลย (โว้ย) งานนี้รับรองว่าได้มึนกันแน่ๆ แต่ล่าสุด Google คงเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้วจึงทำการฝังปุ่มดังกล่าวเข้าไปกับหน้าจอเสียเลย เรียงเป็น Back, Home และ Recent Apps ก็น่าจะพอช่วยให้ง่ายขึ้นบ้างละทีนี้
ส่วนปุ่ม Home ของ iPhone นั้นก็ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ และเป็นไปได้ว่า iPhone 4S นี้อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ปุ่ม Home แบบนี้ก็เป็นได้ เพราะภาพหลุดช่วงหลังๆ ของ iPhone ไม่ได้มีกลไกสำหรับรองรับการกด จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นแผงรับสัมผัส และรองรับ Gesture แทนนั่นเอง ซึ่งจุดนี้เราก็ต้องรอดูกันต่อไปนะครับ
ตั้งแต่ที่ iPhone เปิดตัวมาราวปี 2007 เราก็คุ้นหน้าคุ้นตากับปุ่ม Home ที่อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องที่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการกลับสู่หน้าแรกตามชื่อของมัน การกดสองครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลงอย่างรวดเร็ว (ที่ตอนนี้กลายเป็นเปิดหน้ามัลติทาสก์แล้ว) หรือแม้กระทั่งการกดสองครั้งในหน้าล็อกสกรีนเพื่อเข้าสู่กล้องได้อย่างรวดเร็วที่เพิ่งเพิ่มมาใน iOS 5 นั่นเอง
จะเห็นได้ว่าพอมีปุ่มเพียงปุ่มเดียวสำหรับสั่งการ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเก่า และใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับการใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยที่แทบจะไม่ต้องมองด้วยซ้ำว่าปุ่มนั้นเป็นปุ่มอะไร กดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แถมเวลาเปลี่ยนเครื่องก็แทบไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเลยด้วยซ้ำ
เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Android ที่พักหลังเปลี่ยนมาใช้ปุ่มสั่งการแบบสัมผัสกันหมดแล้ว และปกติสมาร์ทโฟน Android จะมาพร้อมกับปุ่มสามถึงสี่ปุ่มได้แก่ Back, Home, Menu และ Search ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ตามชื่อนั่นเอง สำหรับคนที่ใช้เครื่องแรกครั้งแรก มันคงจะไม่เป็นปัญหาอะไร … แต่ถ้าเปลี่ยนเครื่องเมื่อไหร่ จะเจอกับปัญหานี้ทันที
นั่นก็คือ แต่ละเจ้ามันว่างปุ่มไม่เหมือนกันเลย (โว้ย) งานนี้รับรองว่าได้มึนกันแน่ๆ แต่ล่าสุด Google คงเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้วจึงทำการฝังปุ่มดังกล่าวเข้าไปกับหน้าจอเสียเลย เรียงเป็น Back, Home และ Recent Apps ก็น่าจะพอช่วยให้ง่ายขึ้นบ้างละทีนี้
ส่วนปุ่ม Home ของ iPhone นั้นก็ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ และเป็นไปได้ว่า iPhone 4S นี้อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ปุ่ม Home แบบนี้ก็เป็นได้ เพราะภาพหลุดช่วงหลังๆ ของ iPhone ไม่ได้มีกลไกสำหรับรองรับการกด จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นแผงรับสัมผัส และรองรับ Gesture แทนนั่นเอง ซึ่งจุดนี้เราก็ต้องรอดูกันต่อไปนะครับ
ปรัชญาการออกแบบ iPhone บทที่ 2 : ทำไมลำโพงอยู่ด้านล่าง Credit by: Specphone.com
ต่อจากตอนแรกของ มาเรื่องต่อไปของการออกแบบ iPhone ที่คำนึงถึงผู้ใช้งานโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวด้วยซ้ำ
เริ่มต้นด้วยนักออกแบบชื่อว่า Dustin Curtis (คนเดียวกับตอนที่แล้วนั่นแหละ) ที่เปลี่ยนจาก iPhone 4 ไปใช้ Galaxy S II และพบว่าเจ้าเครื่องนี้ไม่สามารถปลุกเขาในตอนเช้าได้ เนื่องจากตำแหน่งของลำโพงที่อยู่ด้านหลัง ทำให้เวลาวางลงไปบนพื้นผิวที่นุ่มๆ อย่างเตียงนอนปุ๊บ … ลำโพงก็จะจมลงไปทันที เสียงเลยไม่ดังพอที่จะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้
นอกจาก Galaxy S II แล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ก็มักจะวางลำโพงไว้ด้านหลังเสียหมดตามภาพต่อไปนี้
จากภาพจะเห็นว่าทั้ง Galaxy S II, Nexus S หรือแม้แต่ Motorola Droid ต่างก็วางลำโพงไว้ในตำแหน่งที่มักจะถูกดลดทอนเสียง เวลาวางนาบกับพื้นทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน iPhone เลือกที่จะวางตำแหน่งของลำโพงไว้ที่ด้านล่างของเครื่อง (จากรูปจะเห็นว่าเป็นด้านซ้าย แต่ถ้ามองจากด้านหน้าจะเป็นด้านขวา) และอีกฝั่งเป็นไมโครโฟนสำหรับสนทนา ผลคือเมื่อวาง iPhone ไว้นาบกับพื้น เสียงจากลำโพงจะไม่ถูกลดทอนเพราะว่าไม่ได้ถูกบังนั่นเอง และปกติก็คงไม่มีวางเครื่องเป็นแนวตั้งหรอกใช่ไหม ?
งานนี้การออกแบบของ Apple ที่ให้ลำโพงของ iPhone อยู่ด้านล่างของตัวเองมาตั้งแต่รุ่นแรก นับว่าเป็นอีกจุดดีหนึ่ง ที่ถ้าไม่ได้ลองใช้ ก็คงไม่รู้จริงๆ
เริ่มต้นด้วยนักออกแบบชื่อว่า Dustin Curtis (คนเดียวกับตอนที่แล้วนั่นแหละ) ที่เปลี่ยนจาก iPhone 4 ไปใช้ Galaxy S II และพบว่าเจ้าเครื่องนี้ไม่สามารถปลุกเขาในตอนเช้าได้ เนื่องจากตำแหน่งของลำโพงที่อยู่ด้านหลัง ทำให้เวลาวางลงไปบนพื้นผิวที่นุ่มๆ อย่างเตียงนอนปุ๊บ … ลำโพงก็จะจมลงไปทันที เสียงเลยไม่ดังพอที่จะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้
นอกจาก Galaxy S II แล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ก็มักจะวางลำโพงไว้ด้านหลังเสียหมดตามภาพต่อไปนี้
จากภาพจะเห็นว่าทั้ง Galaxy S II, Nexus S หรือแม้แต่ Motorola Droid ต่างก็วางลำโพงไว้ในตำแหน่งที่มักจะถูกดลดทอนเสียง เวลาวางนาบกับพื้นทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน iPhone เลือกที่จะวางตำแหน่งของลำโพงไว้ที่ด้านล่างของเครื่อง (จากรูปจะเห็นว่าเป็นด้านซ้าย แต่ถ้ามองจากด้านหน้าจะเป็นด้านขวา) และอีกฝั่งเป็นไมโครโฟนสำหรับสนทนา ผลคือเมื่อวาง iPhone ไว้นาบกับพื้น เสียงจากลำโพงจะไม่ถูกลดทอนเพราะว่าไม่ได้ถูกบังนั่นเอง และปกติก็คงไม่มีวางเครื่องเป็นแนวตั้งหรอกใช่ไหม ?
งานนี้การออกแบบของ Apple ที่ให้ลำโพงของ iPhone อยู่ด้านล่างของตัวเองมาตั้งแต่รุ่นแรก นับว่าเป็นอีกจุดดีหนึ่ง ที่ถ้าไม่ได้ลองใช้ ก็คงไม่รู้จริงๆ
ปรัชญาการออกแบบ iPhone บทที่ 1 : ทำไมต้องจอ 3.5 นิ้ว Credit by: Specphone.com
หากถามว่าสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดคือเครื่องไหน คำตอบของแต่ละคนคงต่างกันออกไป แต่เชื่อได้เลยอย่างนึงว่าจะต้องมีชื่อของสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนจากยุคของมือถือ ให้ก้าวข้ามผ่านมาสู่ยุคสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มภาคภูมิอย่าง iPhone อย่างแน่นอน
นานาเหตุผลที่ทำให้ iPhone กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่หลายคนหลงรักไม่ใช่เพียงแค่ระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังอย่าง iOS แต่เป็นเพราะการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลักอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลือกใช้ขนาดหน้าจอถึง 3.5 นิ้วตั้งแต่แรกเริ่มนั่นเอง
ในช่วงที่ iPhone เปิดตัวเป็นครั้งแรก หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ยังใช้หน้าจอขนาดประมาณ 2.8 – 3.2 นิ้วเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป iPhone ที่เปลี่ยนรุ่นไปถึงสี่เจนเนเรชันก็ยังคงใช้หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วเท่าเดิม ในขณะที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งสำคัญอย่าง Galaxy S II ใช้ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 4.27 นิ้วเข้าไปแล้ว นี่ยังไม่รวมถึง HTC Titan ที่มีหน้าจอใหญ่ยักษ์ถึง 4.7 นิ้ว ซึ่งหลายคนก็มักบอกว่าหน้าจอใหญ่ตรงจริตผู้ใช้มากขึ้น … ไปมาๆ หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วของ iPhone ชักจะเริ่มกลายเป็นข้อด้อยจนได้ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยี Retina Display เป็นจุดขายก็ตาม
แต่เดี๋ยวก่อน … จริงๆ แล้วจอขนาด 3.5 นิ้วที่ iPhone ใช้มาตั้งแต่ปี 2007 อาจไม่ใช่ข้อด้อยก็ได้ ตามความเห็นของนักออกแบบนามว่า Dustin Curtis ที่มีประสบการณ์เปลี่ยนจาก iPhone 4 ไปใช้ Galaxy S II กล่าวว่าเมื่อครั้งเขาใช้ iPhone เขาสามารถใช้เพียงนิ้วโป้งนิ้วเดียวในการสัมผัสหน้าจอของเครื่องได้ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมาใช้ Galaxy S II แล้ว เขาไม่สามารถใช้นิ้วโป้งนิ้วเดียวในการสัมผัสทั้งเครื่องได้แล้ว เอาจริงๆ คือแค่จะเอื้อมไปอีกมุมนึงของจอยังทำไม่ได้ โดยเขาได้ทำภาพกราฟิกประกอบการวาดนิ้วบนหน้าจอมาอีกด้วย ดังนี้
จากภาพจะเห็นว่าเราสามารถใช้นิ้วเดียวในการกวาดหน้าจอของ iPhone ได้อย่างไม่ยากนัก แต่สำหรับ Galaxy S II ที่มีหน้าจอใหญ่กว่าถึงเกือบครึ่งนั้นเป็นการยากนักที่จะใช้เพียงนิ้วเดียวในการกวาดไปทั้งหน้าจอ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มีหลายสถานการณ์ที่ต้องใช้นิ้วเดียวในการใช้ตัวเครื่อง
ดังนั้นการที่ Apple เลือกที่จะหยุดขนาดหน้าจอไว้ที่ 3.5 นิ้ว โดยไม่ได้เล่นตามเกมของคู่แข่งที่อัพหน้าจอเอาๆ อาจเป็นเพราะต้องการให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถใช้งานเครื่องได้อย่างเท่าเทียมกันก็เป็นได้ ลากโยงไปถึงการออกเครื่องรุ่นใหม่ต่อจาก iPhone 4S ตามภาพหลุดที่ออกมาว่ามีขนาดหน้าจอใหญ่กว่าเดิม ก็คงไม่ใหญ่เท่าคู่แข่ง หรือเกินจาก 4 นิ้วอย่างแน่นอน
นานาเหตุผลที่ทำให้ iPhone กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่หลายคนหลงรักไม่ใช่เพียงแค่ระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังอย่าง iOS แต่เป็นเพราะการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลักอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลือกใช้ขนาดหน้าจอถึง 3.5 นิ้วตั้งแต่แรกเริ่มนั่นเอง
ในช่วงที่ iPhone เปิดตัวเป็นครั้งแรก หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ยังใช้หน้าจอขนาดประมาณ 2.8 – 3.2 นิ้วเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป iPhone ที่เปลี่ยนรุ่นไปถึงสี่เจนเนเรชันก็ยังคงใช้หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วเท่าเดิม ในขณะที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งสำคัญอย่าง Galaxy S II ใช้ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 4.27 นิ้วเข้าไปแล้ว นี่ยังไม่รวมถึง HTC Titan ที่มีหน้าจอใหญ่ยักษ์ถึง 4.7 นิ้ว ซึ่งหลายคนก็มักบอกว่าหน้าจอใหญ่ตรงจริตผู้ใช้มากขึ้น … ไปมาๆ หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วของ iPhone ชักจะเริ่มกลายเป็นข้อด้อยจนได้ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยี Retina Display เป็นจุดขายก็ตาม
แต่เดี๋ยวก่อน … จริงๆ แล้วจอขนาด 3.5 นิ้วที่ iPhone ใช้มาตั้งแต่ปี 2007 อาจไม่ใช่ข้อด้อยก็ได้ ตามความเห็นของนักออกแบบนามว่า Dustin Curtis ที่มีประสบการณ์เปลี่ยนจาก iPhone 4 ไปใช้ Galaxy S II กล่าวว่าเมื่อครั้งเขาใช้ iPhone เขาสามารถใช้เพียงนิ้วโป้งนิ้วเดียวในการสัมผัสหน้าจอของเครื่องได้ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมาใช้ Galaxy S II แล้ว เขาไม่สามารถใช้นิ้วโป้งนิ้วเดียวในการสัมผัสทั้งเครื่องได้แล้ว เอาจริงๆ คือแค่จะเอื้อมไปอีกมุมนึงของจอยังทำไม่ได้ โดยเขาได้ทำภาพกราฟิกประกอบการวาดนิ้วบนหน้าจอมาอีกด้วย ดังนี้
จากภาพจะเห็นว่าเราสามารถใช้นิ้วเดียวในการกวาดหน้าจอของ iPhone ได้อย่างไม่ยากนัก แต่สำหรับ Galaxy S II ที่มีหน้าจอใหญ่กว่าถึงเกือบครึ่งนั้นเป็นการยากนักที่จะใช้เพียงนิ้วเดียวในการกวาดไปทั้งหน้าจอ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มีหลายสถานการณ์ที่ต้องใช้นิ้วเดียวในการใช้ตัวเครื่อง
ดังนั้นการที่ Apple เลือกที่จะหยุดขนาดหน้าจอไว้ที่ 3.5 นิ้ว โดยไม่ได้เล่นตามเกมของคู่แข่งที่อัพหน้าจอเอาๆ อาจเป็นเพราะต้องการให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถใช้งานเครื่องได้อย่างเท่าเทียมกันก็เป็นได้ ลากโยงไปถึงการออกเครื่องรุ่นใหม่ต่อจาก iPhone 4S ตามภาพหลุดที่ออกมาว่ามีขนาดหน้าจอใหญ่กว่าเดิม ก็คงไม่ใหญ่เท่าคู่แข่ง หรือเกินจาก 4 นิ้วอย่างแน่นอน
Friday, October 28, 2011
15 ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต
ไม่ว่าจะเมื่อไรก็แล้วแต่ในช่วงจังหวะของชีวิตคนเราย่อมมีโกรธบ้าง โมโหบ้าง มันย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เรามีข้อคิดๆ ในการใช้ชีวิตอยู่บ้างละก็ บางครั้งก็สามารถช่วยให้เราได้มองเห็นสิ่งที่แตกต่าง และการให้อภัยและไม่ได้มองข้ามตัวตนที่แท้จริงของตัวเองในเวลาปกติได้ เชื่อว่าข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อใครๆหลายๆคน
ข้อคิดดี ๆ ในการใช้ชีวิต1. ไม่ว่าคุณจะร่ำรวย หรือ ยากจน คุณก็ต้องการคนที่พูดดีกับคุณ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะยากจน หรือ ร่ำรวยก็ต้องการการพูดที่ดีเช่นเดียวกัน
2. การจะขึ้นที่สูงให้ได้เหนื่อยน้อยที่สุด คือ การเดินขึ้นไปกับปัจจุบันโดยไม่นึกถึงยอดเขา
3. การให้อภัยย่อมดีกว่าการจองเวรเสมอ
4. ไปถึงก่อนเวลา 15 นาที ดีกว่าไปสาย 15 นาทีแน่นอน
5. ผู้หญิงสวยและหนุ่มหล่อไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนดี คนหน้าตาซื่อๆ อาจจะไม่ใช่คนที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม จงใช้เวลาบวกกับความรู้สึกพิจารณาคน มากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึก
6. ไม่จำเป็นเสมอไปที่ลูกชิ้นหนึ่งไม้จะกินได้คนเดียว คนที่มีน้ำใจย่อมรู้จักให้มากกว่ารับ
7 .เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนดี มันบอกได้แค่ว่าคุณแต่งตัวดีเท่านั้น
8. แก้วน้ำที่เต็มไม่อาจรับน้ำเพิ่มได้ คนที่ไม่รู้จักเปิดใจก็ไม่อาจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เช่นเดียวกัน
9. แม้คนที่คิดการใหญ่จะต้องมองไกล แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละเลยสิ่งที่คุณเคยเป็นและตัวตนของคุณ
10. แม้นกจะบินสูงและมองได้กว้างไกล ก็ไม่ได้แปลว่าเมื่อมองใกล้แล้วจะดีกว่าสัตว์ใด
11. เรื่องเศร้าในวันนี้ จะเป็นพลังและกำลังให้กับเราในวันที่เราสามารถเดินผ่านมัน
12. ความรู้ไม่ใช่หินต้องแบกหามมีเยอะเท่าไรยิ่งดี
13. ความทุกข์ไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต จะมีชีวิตเพื่อแบกทุกข์ไปเพื่ออะไร
14. น้ำตามีไว้สำหรับคนที่อ่อนแอเท่านั้น
15. มันไม่สำคัญว่าเราจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง
9 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงาน
การทำงานย่อมมีปัญหาทุกคน ฝึกมองโลกในแง่บวกก็จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน และควรแบ่งปันน้ำใจให้คนอื่นด้วย
ผู้ร่วมงานไม่ให้ความร่วมมือ เจ้านายจอมเฮี้ยบ เงินเดือนก็ต่ำ แถมยังมีชีวิตประจำวันที่รีบเร่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณเครียดจนท้อแท้ แต่ก็อย่าเพิ่งรีบด่วนลาออกจากงาน เพราะคุณสามารถมองโลกให้เบิกบานได้ด้วยเคล็ดลับ 9 ข้อต่อไปนี้
1. ทุกคนมีปัญหาที่คล้ายกัน:
จากการศึกษาในประเทศเยอรมนี พบว่า 90% ของคนทำงานไม่พึงพอใจกับงานที่ทำอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเกือบทุกคนทำงานไม่ตรงกับความสามารถของตัวเอง คือคนส่วนใหญ่มักมีปัญหาคล้ายๆ กันในการต่อสู้ และไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นงานอะไรเพราะทุกคนมีพื้นฐานของปัญหาที่คล้ายๆ กัน จึงไม่ได้มีคูณคนเดียวที่มีปัญหา
2. อย่าคาดหวังกับสิ่งๆ เดียว
เรามักจะเลือกงานที่ดูโดดเด่น เช่น เงินเดือนสูงหรือตำแหน่งหน้าที่การงานดี หรือเป็นงานสนุกซึ่งความคาดหวังเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นจริงอย่างที่หวัดก็ได้ จึงควรคิดเสียใหม่ว่า ความสุขที่ได้จากงานก็คือการได้พบเจอแต่คนนิสัยดีๆ แวดล้อมตัวเรา มีเจ้านายที่มีเมตตาและสถานที่ทำงานดี เมื่อเราไม่คาดหวังสูงเกินจริงเราก็จะไม่รู้สึกผิดหวัง
3. เข้าใจความหมายของคำว่า "เงิน"
บางคนคิดว่าเงินสำคัญเหนืออื่นใด แต่จากการศึกษาพบว่า เราหาเงินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักคำว่าพอเนื่องจากเรามักเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ และเราก็มักพบคนที่มีรายได้มากกว่าเรา แต่ถ้าใครทำงานโดยคิดว่ามีรายได้เพียงพอแล้ว ชีวิตก็จะมีความสุข
4. รู้จักการแบ่งปัน
การทำงานอย่างมีน้ำใจยอมรับซึ่งกันและกันและทำงานร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เราสามารถทำได้ และเมื่อทำงานสำเร็จด้วยดีแล้วเจ้านายไม่ชื่นชม ก็อย่าน้อยใจหรือเสียใจ เพราะเป็นไปได้ว่ามีพนักงานมากมายจนเจานายไม่มีเวลามากล่าวชมทุกคน
5. อย่ามองหาความยุติธรรม
เมื่อเราต้องทำงานกับผู้คน ก็ต้องมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นบ้าง อย่าลืมว่ามนุษย์ไม่ได้มีความยุติธรรมที่เกิดขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ แต่เกิดจากความเข้าอกเข้าใจกันมากกว่า การหางานที่มีความยุติธรรมจะทำให้เสียเวลาเปล่า เพราะมันไม่มีอยู่ เราจึงควรปลอบใจตัวเองบ้างว่า บางครั้งเราก็ได้ประโยชน์จากความไม่ยุติธรรมเหมือนกัน
6. ไม่อยากโดยเดี่ยวใช่มั้ย
การทำงานกับคนหมู่มากก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง มีเสียงรบกวนและสิ่งอื่นๆ ที่รบกวนการทำงาน แต่เราก็ต้องทำใจเมื่อต้องทำงานกับผู้คน เพราะคงไม่มีใครอยากทำงานคนเดียว ที่ใดก็ตามที่มีมนุษย์ก็มักมีเรื่องเครียดๆ มาเป็นผงชูรสให้แก่ชีวิต แล้วเราก็น่าสิ่งเหล่านี้มาเป็นรางวัลให้แก่ตัวเองในแง่ที่ว่า เราไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง
7. เข้าใจพื้นฐานของชีวิต
บางคนมักมีปัญหาเดิมๆ ในการทำงานจนฝังรากลึกในชีวิตของเราและในชีวิตทำงานก็มีเรื่องเกิดขึ้นซ้ำๆ เสมอ จนกระทั่งเราเรียนรู้ปัญหาต่างๆ และตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ก็ต้องอาศัยเวลาและความกล้าที่จะสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ จนเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
8. ความรู้สึกในด้านบวก
เราไม่ควรมีความรู้สึกในด้านลบกับใคร ความโกรธทำให้อารมณ์เป็นพิษ และเสียสุขภาพเราจึงควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เช่นเมื่อรู้สึกโกรธเพื่อนร่วมงานที่มาทำงานสายก็ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ลองฝึกความคิดในด้านบวกบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเรียนรู้การจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อมมาทำให้เราอารมณ์เสีย
9. ติดต่อกับคนอย่างถูกวิธี
การแสดงความก้าวร้าวมักส่งผลลบต่อตัวเรา โดยเฉพาะการนำมาใช้กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย เพราะหากเราเอาตัวเราเป็นศูนย์กลางก็จะทำให้เราก้าวร้าวคนอื่น เพราะคิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอแต่การอ่อนน้อม พูดจาประนีประนอมจะทำให้ได้รับความร่วมมือในการทำงานหรือการติดต่อกับผู้คนเป็นอย่างดี
ชีวิต พอเพียงของมหา เศรษฐีอันดับ สองของโลก
มี รายการสัมภาษณ์ หนึ่งชั่วโมง ของสถานี โทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองข องโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31, 000 ล้าน ดอลล่าร์ (เป็น เงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่าน ว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า)
ต่อไปนี้คือ แง่มุมบางส่วน ที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:
1) เขา เริ่มซื้อหุ้น ครั้งแรกเมื่อ อายุ 11 ขวบ และปัจจุบัน บอกว่ารู้สึก เสียใจที่เริ่ม ช้าไป!
2) เขา ซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดย ใช้เงิน! เก็บจาก การส่งหนังสือ พิมพ์
3) เขา ยังอาศัยอยู่ใน บ้านเล็กหลัง เดิมขนาด 3 ห้อง นอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลัง แต่งงานเมื่อ 50 ปี ก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มี รั้วหรือกำแพง ล้อม
4) เขา ขับรถไปไหนมา ไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5) เขา ไม่เคยเดินทาง ด้วยเครื่องบิน ส่วนตัว! แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมาย ถึงซีอีโอของ บริษัทเหล่านี้ เพียงปีละฉบับ เดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัด ประชุมหรือโทร คุยกับซีอีโอ เหล่านี้เป็น ประจำ
7) เขา ให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎ ข้อ 1 ! อย่า ทำให้เงินของ ผู้ถือหุ้นเสีย หาย
กฎ ข้อ 2 อย่า ลืมกฎข้อ 1
8 ) เขา ไม่สมาคมกับพวก ไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพด คั่วกินและดู โทรทัศน์
9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่ สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าป ีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกัน นาน! ถึงสิบ ชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็น ผู้มีศรัทธาใน ตัววอร์เรน บัพเฟตต์
10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
11) เขา แนะนำเยาวชนคน หนุ่มสาวว่า : ที่ สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอ นั่นเอง
มหา เศรษฐีหรือยาจก กินข้าว แล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อ ผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก มีบ้าน หลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้ จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้อ! งนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก จะมียา รักษาโรคดีแค่ ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้อง ตาย เหมือนกัน
ต่อไปนี้คือ แง่มุมบางส่วน ที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:
1) เขา เริ่มซื้อหุ้น ครั้งแรกเมื่อ อายุ 11 ขวบ และปัจจุบัน บอกว่ารู้สึก เสียใจที่เริ่ม ช้าไป!
2) เขา ซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดย ใช้เงิน! เก็บจาก การส่งหนังสือ พิมพ์
3) เขา ยังอาศัยอยู่ใน บ้านเล็กหลัง เดิมขนาด 3 ห้อง นอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลัง แต่งงานเมื่อ 50 ปี ก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มี รั้วหรือกำแพง ล้อม
4) เขา ขับรถไปไหนมา ไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5) เขา ไม่เคยเดินทาง ด้วยเครื่องบิน ส่วนตัว! แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมาย ถึงซีอีโอของ บริษัทเหล่านี้ เพียงปีละฉบับ เดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัด ประชุมหรือโทร คุยกับซีอีโอ เหล่านี้เป็น ประจำ
7) เขา ให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎ ข้อ 1 ! อย่า ทำให้เงินของ ผู้ถือหุ้นเสีย หาย
กฎ ข้อ 2 อย่า ลืมกฎข้อ 1
8 ) เขา ไม่สมาคมกับพวก ไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพด คั่วกินและดู โทรทัศน์
9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่ สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าป ีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกัน นาน! ถึงสิบ ชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็น ผู้มีศรัทธาใน ตัววอร์เรน บัพเฟตต์
10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
11) เขา แนะนำเยาวชนคน หนุ่มสาวว่า : ที่ สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอ นั่นเอง
มหา เศรษฐีหรือยาจก กินข้าว แล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อ ผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก มีบ้าน หลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้ จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้อ! งนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน
มหา เศรษฐีหรือยาจก จะมียา รักษาโรคดีแค่ ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้อง ตาย เหมือนกัน
'You've got to find what you love,' Jobs says
ผมได้ฟัง Steve Jobs พูดในงาน Commencement ของ Standford นี้มากกว่า 100 ครั้งได้ข้อคิดดีมากเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการมองโลกและชีวิตได้ดีมากๆ เลยคิดว่าเอา texts มา Share ไว้ใน Idea Library...ดู!
This is a prepared text of the Commencement address delivered by Steve Jobs, CEO of Apple Computer and of Pixar Animation Studios, on June 12, 2005.
I am honored to be with you today at your commencement from one of the finest universities in the world. I never graduated from college. Truth be told, this is the closest I've ever gotten to a college graduation. Today I want to tell you three stories from my life. That's it. No big deal. Just three stories.
The first story is about connecting the dots.
I dropped out of Reed College after the first 6 months, but then stayed around as a drop-in for another 18 months or so before I really quit. So why did I drop out?
It started before I was born. My biological mother was a young, unwed college graduate student, and she decided to put me up for adoption. She felt very strongly that I should be adopted by college graduates, so everything was all set for me to be adopted at birth by a lawyer and his wife. Except that when I popped out they decided at the last minute that they really wanted a girl. So my parents, who were on a waiting list, got a call in the middle of the night asking: "We have an unexpected baby boy; do you want him?" They said: "Of course." My biological mother later found out that my mother had never graduated from college and that my father had never graduated from high school. She refused to sign the final adoption papers. She only relented a few months later when my parents promised that I would someday go to college.
And 17 years later I did go to college. But I naively chose a college that was almost as expensive as Stanford, and all of my working-class parents' savings were being spent on my college tuition. After six months, I couldn't see the value in it. I had no idea what I wanted to do with my life and no idea how college was going to help me figure it out. And here I was spending all of the money my parents had saved their entire life. So I decided to drop out and trust that it would all work out OK. It was pretty scary at the time, but looking back it was one of the best decisions I ever made. The minute I dropped out I could stop taking the required classes that didn't interest me, and begin dropping in on the ones that looked interesting.
It wasn't all romantic. I didn't have a dorm room, so I slept on the floor in friends' rooms, I returned coke bottles for the 5¢ deposits to buy food with, and I would walk the 7 miles across town every Sunday night to get one good meal a week at the Hare Krishna temple. I loved it. And much of what I stumbled into by following my curiosity and intuition turned out to be priceless later on. Let me give you one example:
Reed College at that time offered perhaps the best calligraphy instruction in the country. Throughout the campus every poster, every label on every drawer, was beautifully hand calligraphed. Because I had dropped out and didn't have to take the normal classes, I decided to take a calligraphy class to learn how to do this. I learned about serif and san serif typefaces, about varying the amount of space between different letter combinations, about what makes great typography great. It was beautiful, historical, artistically subtle in a way that science can't capture, and I found it fascinating.
None of this had even a hope of any practical application in my life. But ten years later, when we were designing the first Macintosh computer, it all came back to me. And we designed it all into the Mac. It was the first computer with beautiful typography. If I had never dropped in on that single course in college, the Mac would have never had multiple typefaces or proportionally spaced fonts. And since Windows just copied the Mac, it's likely that no personal computer would have them. If I had never dropped out, I would have never dropped in on this calligraphy class, and personal computers might not have the wonderful typography that they do. Of course it was impossible to connect the dots looking forward when I was in college. But it was very, very clear looking backwards ten years later.
Again, you can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.
My second story is about love and loss.
I was lucky — I found what I loved to do early in life. Woz and I started Apple in my parents garage when I was 20. We worked hard, and in 10 years Apple had grown from just the two of us in a garage into a $2 billion company with over 4000 employees. We had just released our finest creation — the Macintosh — a year earlier, and I had just turned 30. And then I got fired. How can you get fired from a company you started? Well, as Apple grew we hired someone who I thought was very talented to run the company with me, and for the first year or so things went well. But then our visions of the future began to diverge and eventually we had a falling out. When we did, our Board of Directors sided with him. So at 30 I was out. And very publicly out. What had been the focus of my entire adult life was gone, and it was devastating.
I really didn't know what to do for a few months. I felt that I had let the previous generation of entrepreneurs down - that I had dropped the baton as it was being passed to me. I met with David Packard and Bob Noyce and tried to apologize for screwing up so badly. I was a very public failure, and I even thought about running away from the valley. But something slowly began to dawn on me — I still loved what I did. The turn of events at Apple had not changed that one bit. I had been rejected, but I was still in love. And so I decided to start over.
I didn't see it then, but it turned out that getting fired from Apple was the best thing that could have ever happened to me. The heaviness of being successful was replaced by the lightness of being a beginner again, less sure about everything. It freed me to enter one of the most creative periods of my life.
During the next five years, I started a company named NeXT, another company named Pixar, and fell in love with an amazing woman who would become my wife. Pixar went on to create the worlds first computer animated feature film, Toy Story, and is now the most successful animation studio in the world. In a remarkable turn of events, Apple bought NeXT, I returned to Apple, and the technology we developed at NeXT is at the heart of Apple's current renaissance. And Laurene and I have a wonderful family together.
I'm pretty sure none of this would have happened if I hadn't been fired from Apple. It was awful tasting medicine, but I guess the patient needed it. Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith. I'm convinced that the only thing that kept me going was that I loved what I did. You've got to find what you love. And that is as true for your work as it is for your lovers. Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven't found it yet, keep looking. Don't settle. As with all matters of the heart, you'll know when you find it. And, like any great relationship, it just gets better and better as the years roll on. So keep looking until you find it. Don't settle.
My third story is about death.
When I was 17, I read a quote that went something like: "If you live each day as if it was your last, someday you'll most certainly be right." It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: "If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?" And whenever the answer has been "No" for too many days in a row, I know I need to change something.
Remembering that I'll be dead soon is the most important tool I've ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything — all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure - these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.
About a year ago I was diagnosed with cancer. I had a scan at 7:30 in the morning, and it clearly showed a tumor on my pancreas. I didn't even know what a pancreas was. The doctors told me this was almost certainly a type of cancer that is incurable, and that I should expect to live no longer than three to six months. My doctor advised me to go home and get my affairs in order, which is doctor's code for prepare to die. It means to try to tell your kids everything you thought you'd have the next 10 years to tell them in just a few months. It means to make sure everything is buttoned up so that it will be as easy as possible for your family. It means to say your goodbyes.
I lived with that diagnosis all day. Later that evening I had a biopsy, where they stuck an endoscope down my throat, through my stomach and into my intestines, put a needle into my pancreas and got a few cells from the tumor. I was sedated, but my wife, who was there, told me that when they viewed the cells under a microscope the doctors started crying because it turned out to be a very rare form of pancreatic cancer that is curable with surgery. I had the surgery and I'm fine now.
This was the closest I've been to facing death, and I hope it's the closest I get for a few more decades. Having lived through it, I can now say this to you with a bit more certainty than when death was a useful but purely intellectual concept:
No one wants to die. Even people who want to go to heaven don't want to die to get there. And yet death is the destination we all share. No one has ever escaped it. And that is as it should be, because Death is very likely the single best invention of Life. It is Life's change agent. It clears out the old to make way for the new. Right now the new is you, but someday not too long from now, you will gradually become the old and be cleared away. Sorry to be so dramatic, but it is quite true.
Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma — which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of others' opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary.
When I was young, there was an amazing publication called The Whole Earth Catalog, which was one of the bibles of my generation. It was created by a fellow named Stewart Brand not far from here in Menlo Park, and he brought it to life with his poetic touch. This was in the late 1960's, before personal computers and desktop publishing, so it was all made with typewriters, scissors, and polaroid cameras. It was sort of like Google in paperback form, 35 years before Google came along: it was idealistic, and overflowing with neat tools and great notions.
Stewart and his team put out several issues of The Whole Earth Catalog, and then when it had run its course, they put out a final issue. It was the mid-1970s, and I was your age. On the back cover of their final issue was a photograph of an early morning country road, the kind you might find yourself hitchhiking on if you were so adventurous. Beneath it were the words: "Stay Hungry. Stay Foolish." It was their farewell message as they signed off. Stay Hungry. Stay Foolish. And I have always wished that for myself. And now, as you graduate to begin anew, I wish that for you.
Stay Hungry. Stay Foolish.
Thank you all very much
Subscribe to:
Posts (Atom)





