Wednesday, December 21, 2011

Premiums โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมหุ้นบางกลุ่ม หรือบางตัว จึงมีราคาสูงหรือแพงกว่าหุ้นตัวอื่น และดูเหมือนว่าจะแพงกว่า "พื้นฐาน" ที่ควรจะเป็น
ผมคงไม่ตอบคำถามนี้ เพราะเป็นเรื่องยาว และบางทีผมอาจรู้ไม่จริง แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึง ก็คือ หุ้นตัวไหน หรือประเภทไหนที่มีคุณสมบัติแบบนั้น นั่นคือ หุ้นแบบไหนที่มักมีราคาหุ้น "สูงกว่าปกติ" วัดจากค่า PE ค่า PB หรือมูลค่าอื่นๆ ซึ่งส่วนที่สูงเกินจากปกตินี้ ในทางการเงินเรียกว่า "Premium"
Premium ตัวแรกที่จะพูดถึง เพราะเป็น Premium ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา คือ สิ่งที่ผมเรียกว่า "Super Stock Premium" นี่คือ "มูลค่าส่วนเกิน" ที่ตลาดให้กับหุ้นที่เป็น Super Stock หรือเป็นหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพ "ดีสุดยอด" ซึ่งหมายถึงกิจการที่มีคุณสมบัติหลายๆ อย่าง เช่น เป็นกิจการขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมาก มีอำนาจตลาดสูง เพราะลูกค้าไม่เปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งได้ง่าย มียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง สินค้าไม่ถูกควบคุมด้วยราคา หรือกฎเกณฑ์อื่นๆ มีกำไร หรือมาร์จินจากยอดขายสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน การขายสินค้าหรือบริการเพิ่มไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงลิ่ว ธุรกิจยังเติบโตดี หรือเป็นกิจการแห่งอนาคต

กิจการที่นักลงทุน "ยอมรับ" แล้วว่าเป็นหุ้น Super Stock แทบทั้งหมด จะมี Premium สูง นั่นคือ ราคาหุ้นจะสูงจนทำให้ค่า PE และค่า PB สูงมากจนบางครั้งนักลงทุนที่เป็น VI สไตล์ เบน เกรแฮม ซึ่งเน้นซื้อหุ้นราคาถูก "รับไม่ได้" เพราะเมื่อคำนวณหา "มูลค่าพื้นฐาน" ของหุ้นที่เป็นตัวเลขแล้ว พบว่าดูอย่างไรก็ "Over Value" อยู่ดี Premium ของซูเปอร์สต็อก ก็ยังอยู่ยาวนานไม่หายไปง่ายๆ ไม่ว่าในหุ้นไทยหรือต่างประเทศ ดังนั้น คนที่วิเคราะห์หามูลค่าที่เหมาะสมของซูเปอร์สต็อก ต้องรู้ว่ามี Premium ส่วนนี้อยู่

Premium ตัวต่อไป โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย ผมคงยกให้กับ "Speculation Premium" นี่คือ ราคาหุ้น "ส่วนที่เกินพื้นฐาน" ที่เกิดขึ้น เพราะหุ้นตัวนั้นมี "การเก็งกำไร" สูงกว่าปกติ เหตุผลที่ตลาดให้ราคาหุ้นเก็งกำไรสูงกว่าปกติ เพราะนักเล่นหุ้นจำนวนมากในตลาดหุ้นไทย ชอบเล่นหุ้นที่มีราคาหวือหวาขึ้นลงเร็วมากกว่าหุ้นที่ค่อยๆ เติบโตเรื่อยๆ พวกเขายินดีที่จะจ่าย "Premium" ซึ่งคล้ายๆ กับ "ค่าต๋ง" ในการเล่นการพนันให้กับนายบ่อนเวลาเล่นการพนัน Premium ที่พวกเขาจ่ายคล้ายๆ กับ "ค่าธรรมเนียม" ในการได้เล่นหุ้นที่ขึ้นลงเร็ว และมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมหาศาล ที่ทำให้เขาเข้าหรือออกได้ตลอดเวลา รวมทั้งใช้มาร์จินซื้อขายหุ้นได้เต็มที่ Speculation Premium มักอยู่ไม่ถาวร เมื่อการเก็งกำไรลดลง ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด Speculation Premium ของหุ้นก็อาจจะหายไปได้

Premium ตัวต่อไป คือ “Institution Premium” นี่คือ หุ้นมีราคาเกินพื้นฐาน เพราะการที่หุ้นตัวนั้น แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน กลายเป็นหุ้นที่สถาบันการสนใจซื้อหุ้นลงทุน ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เข้าไปอยู่ในดัชนีเช่น MSCI SET50 SET100 หรือกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการควบรวม หรือขยายตัวรวดเร็วจนเข้าเกณฑ์ที่สถาบันลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศสนใจลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท ผลกระทบจากการนี้ จึงทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปแรงโดยเฉพาะในครั้งแรก

Premium อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ "Owner Premium" หรือราคาหุ้นที่สูงเกินจากพื้นฐานปกติ เพราะ "มีคนยอมจ่ายเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ" พูดแบบนี้อาจทำให้งง เพราะหุ้นทุกตัวมีผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว แต่ความหมายของผม คือ หุ้นนั้นเดิมไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่พอที่จะควบคุมบริษัทได้แบบเบ็ดเสร็จ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนอื่นเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมาก เพื่อให้ได้สิทธิควบคุมบริษัทแทนผู้บริหารเดิม คนที่เข้ามาเพื่อที่จะเทคโอเวอร์บริษัทนั้น เขายอมจ่ายแพงกว่าปกติ เพราะคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงพื้นฐานของบริษัทให้ดีขึ้นได้ และทำให้คุ้มค่าที่จะจ่าย หรือบางคนอาจคิดว่าการเข้าไปเป็นผู้บริหารบริษัท ทำให้เขาได้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัว เช่น "เล่นหุ้น" ตัวนั้นให้ได้กำไร หรือ "กินเงินเดือน" หรือรับประโยชน์อย่างอื่นในบริษัทในฐานะผู้บริหาร ซึ่งคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทนั้น ในฐานะคนนอกที่เป็นนักลงทุน ต้องระวังว่า Premium ส่วนนี้อาจหายไปได้ง่ายๆ เมื่อการเทคโอเวอร์จบลง

Premium ตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง คือ "Celebrity Premium" นี่เป็นคำที่ผมเรียกเอง ซึ่งอาจไม่ตรงนัก แต่ความหมายของผมคือ หุ้นมีราคาสูงเกินจากพื้นฐาน เพราะหุ้นตัวนั้นถูกซื้อโดย "เซียน" ที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นเชื่อถือมาก ทำให้นักเล่นหุ้น หรือนักลงทุนคนอื่นแห่เข้าซื้อตาม ผลคือ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น บ่อยครั้งที่มีข่าวว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ราคาหุ้นก็มักวิ่งขึ้นไปรวดเร็ว และผมเชื่อว่าหลายครั้งราคาหุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐาน ส่วนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย ในอดีตช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเล็กกว่านี้และเรามีแต่ "นักเล่นหุ้น" ถ้ามีข่าวว่า "เสี่ย" คนนั้นคนนี้เข้าไปเล่นหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้น จะวิ่งไปแรงและเร็วมาก ถ้าเป็นช่วงที่ Value Investment กลายเป็น "กระแสหลัก" ถ้ามีข่าวว่ามี "เซียน VI" เข้าไปเล่นกันมาก หุ้นตัวก็วิ่งไปแรงเกินกว่าพื้นฐานได้เหมือนกัน

การหากำไรจาก Premium ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ไปซื้อหุ้นที่มี Premium สูงลิ่วอยู่แล้ว ตรงกันข้าม Premium บางประเภท เมื่อเวลาผ่านไปกลับลดน้อยถอยลง แทนที่จะกำไรอาจจะขาดทุนได้ วิธีทำกำไรจาก Premium เป็นกอบเป็นกำ คือ การมองหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงที่จะได้รับ Premium ในอนาคต เพราะหุ้น หรือบริษัทกำลังมีพัฒนาการ จะนำไปสู่การเป็นหุ้นที่มี Premium เช่น บริษัทมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดในที่สุดบริษัทกลายเป็น Super Stock หรือในไม่ช้าบริษัทก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุน หรือบริษัทจะเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ที่จะเกิดขึ้น การซื้อหุ้นโดยมุ่งเน้นแต่ทำกำไรจาก Premium ที่อาจเกิดขึ้นเป็นหลัก เป็นเรื่องเสี่ยง เพราะ Premium อาจไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย การลงทุนจึงต้องเน้นเรื่องพื้นฐานกิจการเป็นหลัก โดย Premium ควรเป็นผลพลอยได้ ซึ่ง บางครั้งให้ผลตอบแทนยิ่งไปกว่าพื้นฐานหลัก

Source: โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Tuesday, December 20, 2011

One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 2)

บทความสรุปดีๆที่นำมาฝากกัน มาจากหนังสือที่ไม่มีใครไม่รู้จักถ้าอยู่ในแวดวงการลงทุน “One Up Wall Street: เหนือกว่าวอลสตรีท” โดย SiTh LoRd P@cK จาก stock2morrow.
One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 2)
Peter Lynch กล่าวไว้ว่า หุ้นที่เขาจะไม่ซื้อเลย มีอยู่ 3 ประเภท คือ หุ้นร้อน หุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างบ้าคลั่ง และหุ้นกระซิบ
หุ้นร้อน คือ หุ้นที่มีการกล่าวขวัญในสังคมมากที่สุด ตัวที่นักลงทุนได้ยินจากมันตามทถานที่ต่างๆ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด หน้าหนังสือพิมพ์ และสุดท้ายนักลงทุนเหล่านั้นก็อดใจไม่ไหว กระโดดลงไปร่วมวงกับมันด้วย หุ้นร้อนเป็นหุ้นที่ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มันไม่ได้ขึ้นเพราะพื้นฐาน แต่มันขึ้นเพราะความหวังและความฝันของนักลงทุนบางอย่างเกี่ยวกับมัน ถ้าคุณไม่เก่งพอที่จะขายหุ้นร้อน (ซึ่งในความเป็นจริงถ้าคุณซื้อมันก็แสดงว่าคุณไม่เก่ง) ในไม่ช้าจากที่กำไร ก็จะกลายเป็นขาดทุน

ผมจะยกตัวอย่างแบบง่ายๆให้ฟัง ดังนี้ครับ เมื่อหลายปีก่อน อุตสาหกรรมการผลิตพรมเป็นอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงมาก มีการค้นพบเทคโนโลยีในการทอพรมในราคาที่ต่ำจากเมื่อก่อน ต้นทุนในการถักพรมคือ 20 เหรียญ แต่ตอนนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ต้นทุนเหลือแค่ 4 เหรียญ หมายความว่าผู้บริโภคก็นิยมซื้อใช้กันตามครัวเรือนไม่ว่าจะรวยหรือจน ก็ใช้พรมในการปูพื้นทั้งนั้น เพราะมันถูกกว่าการปูพื้นด้วยไม้ เมื่อก่อนมีบริษัทที่ผลิตพรมเพียงแค่ 4-5 บริษัท แต่หลังจากที่ธุรกิจพรมบูมสุดขีด กำไรพุ่งกระฉูด คนอื่นๆก็เลยจะลอกเลียนแบบตามเปิดบริษัทผลิตพรมด้วยเพราะเห็นมันกำไรดี จากคู่แข่งเพียง 5-6 แห่ง พุ่งขึ้นมา 200 กว่าแห่ง สุดท้ายก็ไม่มีใครได้กำไรจากธุรกิจพรมเลยแม้แต่แดงเดียว เพราะทุกบริษัทต่างก็พยายามลดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งทั้งสิ้น
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าคุณประสบความสำเร็จในธุรกิจ คุณก็ต้องเจอคนเลียนแบบแน่นอน


บริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างบ้าคลั่ง
Peter Lynch เรียกบริษัทเหล่านี้ว่า Diworseifications(ยิ่งกระจายยิ่งแย่) บริษัทที่จริงใจต่อผู้ถือหุ้นจริงๆ มักจะเป็นบริษัทที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ สมเหตุสมผล หรือไม่ก็มีการซื้อหุ้นคืนทุกครั้ง แต่น่าเสียดายบางบริษัทไม่ได้คิดเช่นนั้น เขามักจะไปเทคโอเวอร์บริษัทอื่นๆเพราะเชื่อว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างโง่เขลา บางทีผู้บริหารอาจจะรู้สึกตื่นเต้นที่สามารถไปเทคโอเวอร์บริษัทได้ ไม่ว่ามันจะแพงสักแค่ไหน

ในปี 1960 ถือเป็นยุคทองของการเทคโอเวอร์ เมื่อผู้บริหารเชื่อว่าการบริหารบริษัทมันช่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่ 10 ปีหลังจากนั้น มันก็แสดงให้เห็นว่าวอลสตรีทไม่ปลื้มเท่าไรนักกับการเทคโอเวอร์บริษัทในหลายๆบริษัท ตลาดหลัทรัพย์เกิดการถล่มในปี 1973-1974 อย่างไรก็ตามการเทคโอเวอร์หรือซื้อกิจการไม่ได้บ่งบอกว่ามันเลวร้ายเสมอไป แต่มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าผู้บริหารชำนาญในตัวธุรกิจนั้นอยู่แล้ว และธุรกิจตัวแม่กำลังย่ำแย่
Peter Lynch ให้ข้อเสนอแนะว่า ถ้าบริษัทจะต้องซื้ออะไรบางอย่าง ผมอยากจะให้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน แต่มันจะดีมากกว่าถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือและซื้อหุ้นคืนอย่างแข็งขัน เพราะมันเป็นความจริงใจที่บริสุทธิ์จริงๆต่อผู้ถือหุ้น


สุดท้ายหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆคือ
"หุ้นกระซิบ" เป็นหุ้นที่หวังผลระยะยาวในความคาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น คุณมักจะได้ยินบ่อยๆว่า บริษัทผลิตยาสามารถผลิตยาต้านมะเร็ง รักษาโรคเอดส์ได้ แต่มันมีอยู่จริงหรือเปล่า สามารถผลิตได้จริงๆ หรือเป็นแค่โปรเจคในเศษกระดาษ นักลงทุนเป็นพวกไวต่อข่าวสาร ในบางครั้งสิ่งที่จะผลิตยังเป็นแค่แผนงานในกระดาษไม่สามารถผลิตได้จริง ราคาหุ้นก็นำไปก่อนซะแล้ว และถ้าบริษัทไม่สามารถผลิตยารักษาโรคเอดส์ได้จริงๆ คุณลองคิดดูว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น! ผมขอเรียกหุ้นเหล่านี้ว่า "หุ้นขายฝัน"

หุ้นกระซิบทำให้นักลงทุนโดนสะกดจิต และให้ความรู้สึกทางด้านอารมณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงจนลืมมองสิ่งรอบข้างไป สิ่งที่ผมพยายามเตือนตัวเองคือ ถ้าบริษัทมันดีเยี่ยมจริงๆมันก็จะเป็นการลงทุนที่ดีในปีหน้าและปีต่อๆไป ทำไมเราไม่เลื่อนการซื้อหุ้นออกไปก่อนจนกว่าอะไรมันจะชัดเจนกว่านี้ เมื่อคุณยังสงสัยก็ควรรอการซื้อไปก่อน
หุ้น IPO ของบริษัทใหม่ๆก็เช่นเดียวกัน มีความเสี่ยงสูงมากเพราะว่ามันไม่มีธุรกิจอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จากประสบการณ์ของ Peter Lynch แล้ว 3 ใน 4 ของหุ้น IPO ในระยะยาวแล้วน่าผิดหวัง


Source: SiTh LoRd P@cK (stock2morrow)

One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 1)

บทความสรุปดีๆที่นำมาฝากกัน มาจากหนังสือที่ไม่มีใครไม่รู้จักถ้าอยู่ในแวดวงการลงทุน “One Up Wall Street: เหนือกว่าวอลสตรีท” โดย SiTh LoRd P@cK จาก stock2morrow.
One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 1)

หนังสือด้านการลงทุนที่ผมมีอยู่นั้น มีอยู่หลายเล่ม แต่เล่ม 1 ในดวงใจของผมจริงๆคือ One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท ของ ปีเตอร์ ลินซ์ ซึ่งแปลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผมใช้เวลาเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาตะลุยอ่านหนังสือเล่มนี้ จนจบบทแรก (บทแรกของผมนี้เกือบ 200 หน้านะครับ ไม่ใช่บทแรกในหนังสือ) สิ่งที่ผมกลั่นกรองและอยากมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง มีอยู่สองประเด็นที่ปีเตอร์ ลินซ์ เน้นหนักพอสมควร ประเด็นแรกคือ "ความเสี่ยง" ประเด็นที่สองคือ "การคาดการณ์"
ในเรื่องของความเสี่ยง ผมคิดว่าการทำอะไรก็ตามย่อมมีความเสี่ยงที่ตามมา คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นความเสี่ยงที่สูง โอกาสหมดตัวมีมาก สู้เอาเงินไปฝากแบงค์กินดอกเบี้ยหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลดีกว่า หรือที่เขาพูดเป็นศัพท์หรูๆว่า Free Risk หรือ ไร้ความเสี่ยงนั้นเอง........ ผมอยากจะบอกว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเป็นความเสี่ยงที่มากกว่า เราเรียนจบมหาวิทยาลัย มักจะได้การปลูกฝังว่า การเป็นลูกจ้างนั้นไม่มีความเสี่ยงเพราะทุกๆเดือนเราจะมีเงินเดือนทุกๆเดือนเข้ากระเป๋าแน่นอน ผมมีเพื่อนคนหนึ่งจบวิศวะมาแต่ต่างมหาวิทยาลัย ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งเป็นคนตรวจเช็คสภาพเครื่องจักร โชคร้ายที่เพื่อนผมคนนั้นเกิดพลาดท่าเครื่องจักร นิ้วเท้าทั้ง 5 ของเขาถูกตัดขาดไปเกือบหมด นี้แหละครับ คือความเสี่ยงประการหนึ่งที่ได้จากการทำงาน แต่ความเสี่ยงจากการสูญเสียอวัยวะในร่างกายเป็นความเสี่ยงที่ยากจะรับได้

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า "ความเสี่ยง" ที่คนส่วนมากหวาดกลัวนั้น เราสามารถจำกัดความเสี่ยงได้โดยการศึกษาหาความรู้ สิ่งที่เราทำไปโดยไม่รู้ นั้นแหละคือความเสี่ยง ก่อนการลงทุนทุกครั้งเราควรจะศึกษาหาความรู้ เช็สภาพของบริษัท ปีเตอร์ ลินซ์ได้ให้แง่คิดไว้ว่า
"การขาดทุนของคุณถูกจำกัดด้วยเงินที่คุณลงทุนไป หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนหุ้นด้วยเงิน 1 หมื่นบาท โอกาสที่คุณจะเสียจนหมดตัวแค่ 1 หมื่นบาท ในทางกลับกัน เงิน 1 หมื่นบาท จะสามารถสร้างผลกำไรให้คุณได้ 1 แสนบาท 1 ล้านบาท ถ้าคุณเก่งพอที่จะหาหุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง ได้" ผมว่าเป็นแง่คิดที่น่าสนใจพอสมควร ลองคิดดูนะครับ
ประเด็นที่สองเรื่อง"การคาดการณ์" ผมสังเกตเห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์ชั้นเซียนโดยส่วนมาก พยายามที่จะคาดเดาตลาดว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือหุ้นจะลง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถคาดเดาตลาดได้ ถ้าคนๆนั้นสามารถคาดเดาตลาดได้ พวกเขาคงจะรวยเป็นเศรษฐีร้อยล้านไปแล้ว ไม่ต้องตื่นแต่เช้า กินอาหารกล่อง นั่งรถไฟฟ้า เข้าบริษัททำงานอย่างแน่นอน ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า "อย่าเชื่อบทวิเคราะห์" ในทางกลับกัน บทวิเคราะห์รายวันเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะมันเป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมมา ง่ายต่อการค้นคว้า และสรุปภาพรวมตลาดของเมื่อวาน นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเป็นวันๆในการรวบรวมข้อมูลเอง
สิ่งนี้ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้โลกอันแสนกว้างใหญ่ แคบนิดเดียวเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ๊ก

ปีเตอร์ ลินซ์ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องที่น่าสนใจไว้ว่า
"มันคงเป็นเรื่องวิเศษถ้าเราสามารถหลีกเลี่ยงการถดถอยต่างๆ โดยการออกจากตลาดหุ้นถูกเวลา แต่ไม่มีใครรู้วิธีที่จะคาดการณ์มัน ยิ่งกว่านั้นถ้าคุณออกจากหุ้นและหลีกเลี่ยงการตกคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะกลับเข้ามาในหุ้นได้ทันในการวิ่งครั้งต่อไป ต่อไปนี้คือภาพที่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าคุณใส่เงิน 100,000 เหรียญลงในหุ้นวันที่ 1 กรกฏาคม 1994 และลงทุนเต็มที่มาตลอด 5 ปี เงิน 100,000 เหรียญของคุณก็จะเติบโตขึ้นเป็น 341,722 เหรียญ แต่ถ้าคุณออกจากหุ้นเพียง 30 วันในช่วงนั้น เป็น 30 วันที่หุ้นทำกำไรมากที่สุด เงิน 100,000 เหรียญ จะกลายเป็นจำนวนที่น่าผิดหวังที่ 153,792 เหรียญ โดยการอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาคุณได้ผลตอบแทนมากขึ้นกว่า 2 เท่า"

"การคาดเดาตลาดหมีเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการพูด คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอะไร เขาคิดแต่เพียงว่าเมื่อหุ้นขึ้นมาเยอะ ต้องมีคนเทขาย การเทขายครั้งนั้น เขาก็อาจจะตกใจและวิตกจริตไปเองว่าตลาดหมีมาแล้ว(Bear Market is coming) ดังนั้นเขาก็เลยเทขายตาม แต่น่าเสียดายที่การลงครั้งนั้นเป็นแค่การปรับฐานเท่านั้น คุณคิดว่านักลงทุนคนนั้นจะทำอย่างไรต่อไป?? เขามี 2 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 ต้องยอมจ่ายเงินที่สูงขึ้นเพื่อซื้อมันกลับคืนมา ทางเลือกที่ 2 ไม่ยอมซื้อคืนหรอก เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องซื้อแพงกว่า อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ทางเลือก นักลงทุน(ที่คิดว่าตัวเองฉลาด)เหล่านั้นได้พลาดโอกาสในการหาหุ้น 10 เด้ง ไปแล้ว คำแนะนำของผมคือ คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด"

ผมจะยกตัวอย่างนิทานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาวมายา ดังนี้ครับ

"ความเชื่อของชาวมายา เชื่อกันว่าจักรวานถูกทำลายมา 4 ครั้ง ครั้งแรกถูกทำลายด้วยน้ำ ชนเผ่านั้นได้เรียนรู้ว่า เราถูกน้ำท่วมเสียหาย ครั้งหน้าพวกเขาจึงเขาไปอยู่ในป่า สร้างบ้านบนต้นไม้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมในครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้น โชคไม่ดีที่ครั้งต่อไปจักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ หลังจากการทำลายครั้งนั้นพวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าพวกเขาควรออกจากป่า ไปให้ไกลที่สุดและสร้างบ้านหินตามรอยแยกแผ่นดิน แต่น่าเสียดายที่ภัยพิบัติครั้งต่อไปถูกทำลายด้วย"แผ่นดินไหว" ผมจำสิ่งเลวร้ายครั้งที่ 4 ไม่ได้ น่าจะเป็นเศรษฐกิจตกต่ำ แต่น่าเสียดายที่ชนเผ่ามายาคงกำลังยุ่งอยู่กับการป้องกันแผ่นดินไหวครั้งต่อไป"


สำหรับนักลงทุนมือใหม่เพิ่งจะเข้าตลาดช่วงนี้ ผมมีคำสั้นๆอยากจะฝากไว้ให้คิด "คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด" อีกครั้ง "คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด" สำคัญมากๆครับ

นี้เป็นแนวคิดที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเรื่อง
One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท เกือบ 200 หน้า สรุปแบบสั้นๆ ให้เพื่อนๆได้ข้อคิดกัน ส่วนใครอยากจะได้มากกว่านี้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากๆ และมีมากกว่า 2 ประเด็นที่ผมกล่าวถึงแน่นอน ลองดูนะครับ
Source: SiTh LoRd P@cK (stock2morrow)

ข้อคิดจาก "ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน" โดย ตัน ภาสกรนที


“ความจน” เป็นสิ่งมีค่า เพราะทำให้เราไม่กลัวงานหนัก

หาความรู้ด้วยการตั้ง
“คำถาม”

“ความสำเร็จ” เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตอยู่ที่ประสบการณ์ “ความล้มเหลว”
“ปัญหา” ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

ถ้าจะสู้ได้ เราต้องไม่สู้ในสมรภูมิที่ไม่เชี่ยวชาญ
“เรียนน้อย” จะประสบความสำเร็จได้ ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น


ไม่เกี่ยงงาน ไม่รองานเข้ามาหา แต่ต้องวิ่งเข้าหางาน

ยอมเป็น
“ถังขยะ” เพราะในถังขยะเต็มไปด้วยความลับและความรู้ที่หาที่อื่นไม่ได้

การทำงานต้องทำ “เต็มที่
”
และต้องสร้างสมจนเคยชินเป็นนิสัย ถ้าไม่เต็มที่ตอนที่เป็นลูกจ้าง วันที่เป็นนายจ้าง ก็จะไม่อาจรู้ได้ว่าการทำงานเต็มที่เป็นอย่างไรสิ่งใดที่มนุษย์ทำได้ ผมต้องทำได้

คนที่เก่งกว่าไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไป ความมุ่งมั่นและเอาจริงบางทีก็เอาชนะความเก่งได้


ผมทิ้งการเรียนมาเพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลว

แม้ท้องจะอิ่ม แต่ใจนั้นยังหิวกระหาย มันยังมี
“ความฝัน” บางอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

ถาม
…
ถาม และ ถาม

อย่าอายทำกิน

หลักการทำธุรกิจนั้น ถ้าสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ บางที
“ราคา” ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

โลกนี้ไม่มีอะไรยากเกินเรียนรู้
มนุษย์เราได้ “ประสบการณ์” มาจาก 3 ทาง
ทางแรกคือ อ่านหนังสือ
ทางที่สองคือ ฟังคำบอกเล่าจากคนอื่น
และทางที่สามคือ ลงมือทำเอง


ถ้าเพียงแค่พูด เขาอาจจะฟัง
แต่ถ้าคุณลงมือทำ เขาจะเชื่อ

ในชีวิตของคนเรา
“ความมุ่งมั่น” เป็นเรื่องสำคัญ
ถ้าเราคิดเสมอว่า “เราทำได้” พยายามกับทุกเรื่องให้ถึงที่สุดไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ โอกาสที่ “ความสำเร็จ” จะเป็นของเราก็มีอยู่สูงยิ่ง
“ความมุ่งมั่น” ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ และไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เราคิด

เมื่อไหร่ที่รู้ว่าไม่ใช่ อย่าดันทุรังเป็นอันขาด

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทำธุรกิจได้
“โชค” คือการบรรจบกันระหว่าง “โอกาส” และ “ความพร้อม”
“ต้นทุน” ที่เกิดขึ้นจาก “เวลา” อาจถึงขั้นทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องและไปไม่รอด

กลยุทธ์
“สไปเดอร์ มาร์เก็ตติ้ง” คือการใช้เครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ธุรกิจเก่าอุ้มธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น เชื่อมต่อเครือข่ายเป็นโยงใยเหมือน “ใยแมงมุม”


ช่วงเวลาที่เราคิดว่ากำลังจะตาย นอกจากคนที่เรารัก เราจะตระหนักรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำอะไรอีกมากมาย

ในสายตาคนทั่วไป
“ความล้มเหลว” ไม่น่าสนใจเท่ากับ “ความสำเร็จ”

ยอมรับความล้มเหลวได้แต่ไม่ยอมแพ้ และถึงจะไม่ยอมแพ้แต่ต้องไม่ดันทุรัง
“ความสำเร็จ” และ “ความล้มเหลว” มีคุณค่าที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่ง คือให้ประสบการณ์แก่ชีวิตถ้าเรามัวแต่คิด ไม่ยอมลงมือทำ แม้แต่ประสบการณ์ความล้มเหลวก็ยังไม่มีเลย

ใครจะได้คุณค่าจากประสบการณ์มากน้อยกว่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะสรุปบทเรียนได้ดีกว่ากัน

ยิ่งทำงานมาก ยิ่งได้ประสบการณ์มาก
ชีวิตของคนเราเปรียบเสมือนกับการเดินทาง “ปัญหา” เปรียบเสมือน “ภูเขา”
ผ่านภูเขาเทือกนี้ไป ก็ต้องเจอภูเขาเทือกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
แต่ทุกครั้งที่เดินขึ้นและลงภูเขา หรือทุกครั้งที่เผชิญกับปัญหาชีวิตของเราจะแกร่งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น
และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
“ประสบการณ์” ที่สั่งสมมาโดยตลอดก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน ถ้าเรามี
“ความหวัง” และไม่กลัว “ปัญหา”

ปัญหาแก้ไขได้
…
ทุกอย่างเรียนรู้ได้เพียงแค่เราไม่กลัว และศึกษาสิ่งที่เราไม่รู้อย่างละเอียด
ในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่สมองของเราจะเรียนรู้ได้


คนที่เคย
“ได้รับ” เท่านั้นจึงรู้คุณค่าของ “การให้”

************************

Source:
ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน โดย ตัน ภาสกรนที

Warren Buffet สอนลูก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลกวัย 81 ปี ออกมาประกาศว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิต ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ของเขาคือ ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ลูกชายคนโตที่ปัจจุบันอายุ 57 ปี

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วอร์เร็นและฮาเวิร์ดให้สัมภาษณ์ในรายการ 60
Minutes ของช่อง CBS
ไม่บ่อยนักที่วอร์เร็นออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว แต่ทุกครั้งก็มีมุมมองและแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเสมอ ยิ่งมีลูกชายมาร่วมเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ก็ทำให้ทราบถึงเรื่องราวน่ารักปนขบขัน ตลอดจนถึงวิธีการเลี้ยงลูกว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นลูกเศรษฐีไม่เอาถ่านเมื่อโตขึ้น

ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ประกอบอาชีพอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรที่ทำให้พ่อเชื่อใจว่าจะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์

คำตอบคือฮาเวิร์ดเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด ซึ่งวอร์เร็นมั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะสามารถบริหารงานบริษัทให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัฒนธรรมของบริษัทที่ได้วางรากฐานเอาไว้ โดยเปรียบว่าฮาเวิร์ด จะทำหน้าที่เป็น
Guardian of the Culture หรือ "ผู้พิทักษ์วัฒนธรรม" องค์กร

วอร์เร็นเคยกังวลว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว ประธานคนใหม่อาจบริหารงานแบบตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากๆ แต่การได้ฮาเวิร์ดมาดำรงตำแหน่งประธานก็เหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งฮาเวิร์ดจะไม่ได้รับเงินเดือน และไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน

หลายคนสงสัยว่าฮาเวิร์ดซึ่งเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด มีความรู้ความสามารถพอที่จะบริหารบริษัทการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นล้านล้านบาทหรือ
?


วอร์เร็นบอกเขามั่นใจว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถมากพอ ซึ่งในจำนวนลูก 3 คน ฮาเวิร์ดเป็นลูกคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งบอร์ดของบริษัท

ตอนทราบว่าพ่อจะส่งทอดตำแหน่งประธานให้ ฮาเวิร์ดบอกว่าเซอร์ไพรส์ พร้อมหัวเราะแล้วพูดต่อว่าไม่อยากจะบอกว่าพ่อไม่มีวันที่จะลงจากตำแหน่งจนกว่าจะถูกฝังลงดิน

ถามฮาเวิร์ดว่ากังวลหรือเปล่าที่จะมารับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ เขาอมยิ้มและหัวเราะเช่นเคย ก่อนตอบว่าตราบใดที่เขาได้ทำไร่ ตัวเขาก็ไม่มีปัญหา

ฮาเวิร์ด สนใจทำไร่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นใช้สวนหลังบ้านปลูกข้าวโพด

ตอนเด็กเขาและพี่สาวกับน้องชายไม่ทราบเลยว่าพ่อร่ำรวยมาก เขาเล่าเรื่องตลกของพี่สาวสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมว่า ครูถามนักเรียนทุกคนในห้องว่าพ่อทำงานอะไร ซึ่งแต่ไหนแต่ไรสามคนพี่น้องทราบเพียงแต่ว่าพ่อมีอาชีพเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (
Securities Analyst) แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าอาชีพนี้คืออะไร ดังนั้น พี่สาวก็ตอบครูไปว่า พ่อเป็น Security Guard หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย! ซึ่งสามพี่น้องก็เข้าใจผิดอยู่นานว่าพ่อมีอาชีพนี้

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฮาเวิร์ดเปลี่ยนคณะที่เรียนถึง 3 หน ถามวอร์เร็นว่ากังวลหรือเปล่าที่ลูกเปลี่ยนคณะเรียนบ่อย เขาตอบว่าไม่กังวลเลยเพราะเข้าใจดีว่าลูกต้องการค้นหาตัวเองว่าต้องการทำอะไร แม้ในที่สุดฮาเวิร์ดเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่วอร์เร็นก็บอกว่าไม่รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วลูกจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบจากมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน

วอร์เร็นยอมรับว่าตัวเองเป็นพ่อที่แปลก แต่ภรรยาของเขาก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งลูกทั้งสามคนไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัย และพูดตลกว่าถ้านำหน่วยกิตของลูกทั้ง 3 คนมารวมกัน ก็สามารถได้ปริญญารวมกัน 1 ใบ!

เมื่อฮาเวิร์ดค้นพบว่าอยากเป็นเกษตรกร วอร์เร็นก็ซื้อที่ดินให้ลูกทำไร่ ไม่ได้ยกที่ดินให้เลย แต่ให้ฮาเวิร์ดเช่า โดยคิดค่าเช่าตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นลงของฮาเวิร์ด!

สาเหตุก็เพราะฮาเวิร์ดตัวอ้วนใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกลดน้ำหนัก วอร์เร็นจึงตั้งกฎค่าเช่าที่ดินไว้ว่าค่าเช่าขึ้นลงตามน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวเพิ่มค่าเช่าก็สูงขึ้น หากน้ำหนักตัวลดค่าเช่าก็ลดตาม

ถามว่าทำไมถึงไม่ยกที่ดินให้ลูก วอร์เร็นตอบว่าการที่ฮาเวิร์ดใช้นามสกุลบัฟเฟ็ตต์ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะเขาไม่ต้องการให้ลูกได้รับการเลี้ยงดูอย่างลูกมหาเศรษฐีที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ

แม้จะให้ฮาเวิร์ดจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่วอร์เร็นก็ให้เงินฮาเวิร์ดและลูกอีกสองคนเท่ากันคนละ 1
,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,
000 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อการกุศล ซึ่งฮาเวิร์ดก็ใช้เงินนี้ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา สอนวิธีการเพิ่มผลผลิต ฮาเวิร์ดบอกว่าเกษตรกรจำนวนมากที่ปลูกพืชผักผลไม้ขายกลับไม่ค่อยมีจะกิน ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข

แม้ว่าจะได้เงินจากพ่อเพื่อใช้ในการกุศลตั้งสามหมื่นล้านบาท แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกๆ รู้สึกหงุดหงิดที่พ่อบริจาคเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์หรือหนึ่งล้านล้านบาทให้แก่มูลนิธิของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งสนิทกันเหมือนน้องชายอีกคน

แม้จะทราบมาตลอดว่าพ่อจะไม่ยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้ แต่บางครั้งลูกๆ ก็รู้สึกว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำได้ดียิ่งขึ้นหากมีเงินมากกว่านี้

ปัจจุบันฮาเวิร์ดมีความสุขกับการทำไร่ข้าวโพด 3
,
750 ไร่ในรัฐอิลลินอยส์ เขาบอกว่าคงไม่มีสิ่งไหนที่เขาสามารถทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างพ่อ แต่พ่อกับแม่ก็บอกเสมอว่าไม่เป็นไร

วอร์เร็นบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกๆ จะพยายามแข่งขันกับเขา ลูกควรทำสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยสอนลูกว่าให้ทำในสิ่งที่รักเหมือนกับที่พ่อรักที่จะทำเงิน
ความสำเร็จในชีวิตคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรักและทำออกมาดี และสุดยอดแห่งความหรูหราในชีวิตก็คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน

Source: ฟังคนรวยเบอร์ 3 ของโลกสอนลูก พิศณุ นิลกลัด