Tuesday, January 10, 2012

ทำไมเราถึงใช้เวลาไปกับโลกออนไลน์ ?



วันนี้อยากจะมาแชร์ข้อมูลให้ฟังกันหลังจากใช้เวลาซักพักในการอ่าน Research papers ต่างๆก็จะมาสรุปให้ฟังกันนะคร้าบว่าเหตุผลอะไร ผู้คนถึงใช้เวลาไปกับโลกออนไลน์ ต้องหมายเหตุไว้ก่อนครับว่าในโลกออนไลน์นั้นมีหลายหลายประเภท เช่น Online community, Virtual Community, Online bulletin, Virtual world, Social Network Site วันหลังมีโอกาสจะมาว่าต่อเรื่องนี้ เหตุผลลำดับต้นๆเลยคือ Exchange information กับ Social support คร้าบ มันคืออะไรมาดูกัน

1.    Exchange information ส่วนมากคนใช้เวลาในโลกออนไลน์ในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวครับ เช่น หาข้อมูลเรื่องการเรียน หาอ่านเรื่องที่เราสนใจทั้งที่เคยรู้และไม่เคยรู้มาก่อน แลกเปลี่ยนประสบการณืและเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จจากคนอื่น

2.    Social support ผู้คนใช้โลกออนไลน์ในการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในแง่ของการสนับสนุน เรื่องต่างๆที่เป็นตัวเรา ยกตัวอย่างโลกออนไลน์เป็นสื่อที่สามารถแสดงออกว่าเรา รัก โลภ โกรธ หลง อะไร หรือมีความเห็นกับเรื่องต่างๆอย่างไรบ้าง รวมถึงแชร์ปัญหาต่างๆให้คนอื่นมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหา หรือ เป็นกำลังใจให้ผ่านช่วงเวลาแย่ๆไปได้ หรือ แม้กระทั่งเป็นการแบ่งปันความคิดความเห็น หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราได้มีประสบการณ์หรือผ่านอะไรมา

3.    Friendship เราใช้เวลาในการหาสังคมที่เรากำหนดความเป็นตัวตนของเพื่อนเราโดย พูดคุยหรือพบปะกับคนที่มีความเห็นในแนวทางเดียวกับเรา พูดคุยในเรื่องที่สนใจเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งหาคนที่เป็นแบบเดียวกับตัวเราในด้านหรือมุมต่างๆที่เราเป็น

4.    Recreation หลักๆเพื่อการตอบโจทย์ตัวเราในแง่ความบันเทิง เช่น เราสนุกไปกับการ อ่านหรือดู ข้อความที่มีการแชร์หรือถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ รวมถึงมีส่วนร่วมในการแชร์ หรือเพิ่มเติมความเห็นเราเองในประเด็นที่ถูกใจเรา

5.    Technical features in the community ประเด็นนี้ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นผลจากงานวิจัยคร้าบว่า คนใช้เวลาในโลกออนไลน์เพื่อสังเกตุและเรียนรู้จากหน้าตา interface ต่างๆที่น่าใช้ รวมถึงเทคนิคต่างๆในโลกออนไลน์ เพื่อมาปรับประยุกต์ใช้

ถ้ามีเวลาคราวหน้าจะยกเอาเหตุผลจากงานวิจัยมาให้ดูคร้าบว่าอะไรคือ ปัจจัยที่ทำให้คนไทยเราหันมาใช้ Social network เอาเนื้อๆเน้นๆเฉพาะคนไทยคร้าบ

Kumpol: 06/01/12

Friday, January 6, 2012

บทสรุปหนังสือ The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness


The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness เป็นหนังสือเล่มต่อจาก The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งประพันธ์โดย Stephen Covey ใช้เวลานานกว่า 15 ปีในการรวบรวมข้อมูลและประพันธ์ผลงานชิ้นนี้ออกมา

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงวิธีการผันตัวเองจากคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กลายเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

ก่อนจะกล่าวถึงนิสัยประการที่แปด ขอกล่าวย้อนถึงนิสัยทั้งเจ็ดประการโดยสรุป อันได้แก่
กฎข้อที่1. นิสัยรู้และเลือก (Be Proactive) คือการมีสติอยู่กับตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังคิดอะไร พูดอะไร และทำอะไรอยู่ เพื่ออะไร และจะเกิดผลอะไรตามมา
กฎข้อที่2. สร้างเป้าหมายในชีวิตเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจ (Begin with the End in Mind) คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน
กฎข้อที่3. ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน (Put First Things First) คือการเลือกทำในสิ่งที่นำพาเราไปสู่เป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก
กฎข้อที่4. การรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย (Think Win/Win)
กฎข้อที่5. การพยายามเข้าใจผู้อื่นมากกว่าให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา (Seek first to understand, and then to be understood)
กฎข้อที่6. การสร้างทีมเวิร์ค (Synergize)
กฎข้อที่7. การเพิ่มพลังชีวิต (Sharpen the Saw) คือการรู้จักดูแลสภาพร่างกายและจิตใจของตนเองให้แข็งแรงและแจ่มใสอยู่เสมอ
กฎข้อที่ 8.  การผันตัวเองให้กลายเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี (From Effectiveness to Greatness)
Steve มีความเชื่อว่า ในยุคปัจจุบันบุคลากรในองค์กรถูกมองว่าเป็นตัวสร้างหนี้สิน เป็นตัวสร้างปัญหามากกว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าต่อองค์กร ดูได้จากระบบต่าง ๆ ที่บริษัทสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ให้พนักงานทำตามเสมือนกับพนักงานเป็นเพียงเครื่องจักรที่มีหน้าที่ผลิตผลงาน เมื่อไม่ได้ผลกำไรตามที่ตั้งไว้ก็คัดคนออกหน้าตาเฉย พนักงานทุกคนจึงขาดขวัญและกำลังใจ ไม่มีความสำนึกรักในองค์กรขอให้ตนเองอยู่รอดไปวันหนึ่ง ๆ ก็พอ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็คงเป็นไปได้ยาก Steve จึงนำเสนอวิธีการที่จะเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมีที่สามารถสร้างขวัญกำลังใจและจิตสำนึกให้กับพนักงานทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงานให้แก่องค์กร วิธีการดังกล่าวคือ
1. การสร้างเสียงในใจ (Inner voice) เสียงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยมีขั้น ตอนเบื้องต้น 3 ประการ คือ
- เปิดใจให้กว้างยอมรับความเป็นจริงทุกอย่างในชีวิต มองปัญหาทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ เมื่อยอมรับได้จิตใจจึงจะสงบ
- มีความปรารถนาดีกับคนรอบข้างอยากให้ผู้อื่นมีความสุข อยากให้องค์กรมีความเจริญรุ่งเรือง
- คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ไม่ตีโพยตีพายเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค
  1.1 วิธีการสร้างเสียงในใจ (Inner voice) หรือตัวรู้ให้ บังเกิดขึ้นในจิตของตัวเอง
       1.1.1 เลือกพูด เลือกทำ เลือกคิด เลือกตัดสินใจ เมื่อสิ่งภายนอกเข้ามากระทบอายาตนะทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ
  ก่อนอื่นเราจะต้องรู้เนื้อรู้ตัวก่อนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และเรามีความรู้สึกและอารมณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เมื่อเรารู้จักตัวเองดีพอเมื่อมี  สิ่งใด ๆ เข้า มากระทบทั้งทางการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส เราจึงจะเลือกได้ว่าเราจะควรจะตอบสนองต่อ  สิ่งเหล่านั้นอย่างไรจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อเราเป็นผู้เลือกเองถึงแม้ว่ามันจะผิดพลาดไปบ้างเราก็จะไม่โทษผู้อื่น เราจะสามารถยอมรับสิ่ง  ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มหัวใจเพราะเราเป็นผู้เลือกเอง เมื่อนั้นแล้วเราจึงจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
       1.1.2 จงเคารพกฎธรรมชาติว่าด้วยเรื่องศีลธรรมจรรยา 
เช่น - ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
      - มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
      - มีศีล 5
      - ขจัดซึ่งนิวรณ์ 5 อันได้แก่ ความโลภ หรือความอยากได้อยากมีอยากเป็นมากเกินความเหมาะสม ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ    ความลังเลสงสัยความเบื่อหน่าย และความอิจฉาริษยาอาฆาตแค้น
      - มีความกตัญญูกตเวที
      - มีความจริงใจ ปากกับใจตรงกัน เมื่อจิตมีธรรมะ จิตก็สงบสบายไม่ว้าวุ่น ไม่ตึงเครียด เสียงในใจจึงจะเกิดขึ้น
       1.1.3  ฝึกความฉลาด 4 ด้าน ได้แก่
     - ความฉลาดทางความคิด คือการฝึกการวิเคราะห์ปัญหาโดยไม่มีความขุ่นมัวของอารมณ์ จิตใจต้องนิ่งสงบ ไม่ตีโพยตีพาย มองปัญหาเป็นเรื่องธรรมดามองอย่างเป็นตรรกะ(มองอย่างเป็นเหตุผล) มองที่มาของปัญหา และสิ่งที่พอจะแก้ไขได้ตอนนี้คืออะไร แล้วลงมือกระทำ
    - ความฉลาดทางกาย คือการฝึกความรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน 
    - ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ.) คือการฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองในทุกขณะจิต ขณะนี้เรารู้สึกอย่างไร ต้องสามารถ   บอกออกมาได้อย่างชัดเจนเป็นคำพูด เช่น เมื่อเราโกรธเรารู้สึกอย่างไร หน้าตาของอารมณ์โกรธเป็นอย่างไร และสิ่งที่สำคัญคือ การรู้ให้ทันถึงจุดเปลี่ยนของอารมณ์จากอารมณ์ปกติเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ว่าอารมณ์มันเปลี่ยนไปเพราะเหตุใด และเพราะอะไรจึง   กลับมาสู่สภาวะปกติ
   - ความฉลาดทางด้านจิตใจ คือการพยายามทำตัวเป็นคนดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ใจอ่อนไปกับ  
  1.2 วิธีการปลุกเสียงในใจของผู้ร่วมงานและพนักงาน
 จากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อผู้นำสามารถปลุกเสียงในใจและมีพลังจิตที่สูงเพียงพอแล้วจึงจะสามารถปลุกเสียงในใจของผู้ร่วมงานและ  พนักงานทุกคนให้เกิดขึ้นได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
       1.2.1 สร้างความเคารพ ยอมรับและศรัทธาจากพนักงานทุกคน
ผู้นำจะต้องแสดงให้ลูกน้องเห็นว่าตนนั้นเป็นคนที่สมควรจะได้รับความเคารพรักและศรัทธาจริง ๆ จะทำได้ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 7 ประการคือ
    - ไม่เสียเวลาทำในสิ่งที่เราไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดีขนาดไหนก็ตาม
    - ปรึกษาและสอบถามวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากบุคคลภายนอก
    - ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือบุคคลภายนอกองค์กรเพื่อขยายขอบเขตความสัมพันธ์
    - มีปัญหาต้องรีบแก้ อย่าปล่อยให้คาราคาซัง
    - ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ กับหัวหน้าของเราหรือถ้าตัวเราอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้วก็ควรปรึกษากับผู้ร่วมถือหุ้น เป็นต้น
   - รายงานความคืบหน้าในการทำงานแก่หัวหน้าหรือผู้ร่วมถือหุ้นเป็นระยะ ๆ
   - ทำงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนประสบความสำเร็จ
       1.2.2 การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจแก่พนักงานทุกคน ทำได้โดย
   - มีหลักการและคุณธรรมในตัวเอง ปากกับใจตรงกัน (Trustworthiness) 
   - มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีปัญหาค่อยๆแก้ ไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล อารมณ์คงที่ไม่แปรปรวน (Maturity) 
   - ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น จิตใจกว้างขวาง โอบอ้อมอารี
   - มีความรู้และเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองทำเป็นอย่างดี ทั้งการติดต่อกับลูกค้า กับซัพพลายเออร์ กับผู้ร่วมงานในระดับเท่าๆกันและกับหัวหน้าแผนกต่างๆ และสามารถดูแลลูกน้องได้เป็นอย่างดีด้วย
   - สร้างพฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้แก่
    1) พยายามเข้าใจผู้อื่นก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา
    2) รักษาคำมั่นสัญญา
    3) ซื่อสัตย์สุจริตและมีความจริงใจ
    4) บอกจุดประสงค์และสิ่งที่เราต้องการได้อย่างชัดเจนก่อนมอบหมายงาน
    5) ไม่พูดพิงถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่ดี
    6) กล้ายอมรับผิดและให้อภัยผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดพลาด
       1.2.3 สร้างทีมเวิร์ค (One Voice) สามารถทำได้โดย
   - ผู้นำจะต้องได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกน้องก่อน
   - ผู้นำต้องมอบหมายงานได้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการอะไรจากงานชิ้นนี้
   - ผู้นำต้องสามารถบอกได้ว่าลูกน้องแต่ละคนนั้นรับผิดชอบในเรื่องอะไรและมีความสำคัญต่อ
   ความสำเร็จขององค์กรอย่างไรบ้าง ในการสร้างทีมเวิร์คนั้น
Steve กล่าวว่าปัจจัยที่มักจะก่อให้เกิดความล้มเหลวคือ ผู้ร่วมงานไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
2. มีหลักการประจำใจ 3 ประการ ได้แก่
      2.1 มีจิตใจฝักใฝ่ต่อจริยธรรมคุณธรรม (Ethos)
ทำสิ่งที่ถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ต้องสนใจคนรอบข้างว่าเขาจะมีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม เมื่อมีคุณธรรมจิตใจของเราจะเข้มแข็ง  ไม่หวั่นต่อคำสรรเสริญหรือคำนินทา
      2.2 การแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Pathos)
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราต้องหัดเป็นผู้ฟังที่ดี ยิ่งฟังมากย่อมยิ่งเข้าใจอีกฝ่ายว่าเหตุใดเขาจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา และที่สำคัญคือต้อง  รู้จักปล่อยวางบ้างเพราะในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และอย่ามั่นใจนักว่าสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินนั้นจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้สัก  แต่รู้สักแต่เห็น 
      2.3 การพยายามใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ (Logos)
ก่อนจะลงมือทำสิ่งใดต้องมองให้เห็นถึงผลที่จะตามมาก่อนเมื่อรู้แล้วจึงจะเลือกได้ แต่การกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยสภาวะจิตที่สงบและเบาสบายจึงจะมองเห็นความเป็นจริงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
3. เคารพและให้เกียรติมนุษย์ด้วยกัน (Power of Win-Win Thinking)
ทำได้ง่าย ๆ โดยการหยุดคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเสียก่อน รู้จักให้เกียรติผู้อื่นบ้าง ถ้าทำได้ทุกคนที่เราจะต้องร่วมงานด้วย เช่น หัวหน้า เพื่อนร่วม  งาน และลูกน้อง จะรู้สึกดีที่ได้ทำงานร่วมกับเรา ชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีก็จะเริ่มแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จะมีผู้คนรักใคร่เมตตาซึ่งเป็นที่มาของการ สร้างบุญญาบารมี
4. ดูแลและชี้แนะลูกน้องให้ทำงานตามภารกิจให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี 
      4.1 หัวหน้าที่ดีจะต้องถ่อมตนและเห็นความสำคัญของลูกน้องอยู่เสมอ
      4.2 มอบหมายงานตรงตามความสามารถของลูกน้อง
      4.3 ไว้ใจและให้โอกาสลูกน้องในการแสดงความสามารถ
      4.4 บอกเป้าหมายของงานและกำหนดระยะเวลาได้อย่างแน่ชัด
      4.5 ให้คำปรึกษาตลอดเวลาเมื่อมีปัญหาในการทำงาน
      4.6 สนใจผลของงานมากกว่าขั้นตอนการทำงาน
      4.7 สามารถดึงเอาศักยภาพของลูกน้องออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม คือสามารถสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตนเองมีค่าและมีความสำคัญต่อองค์กร
ใครที่สนใจอ่านสรุปหนังสือตอน 1 คลิกเข้าไปอ่านได้ครับที่นี่ The Seven Habits of Highly Effective People

บทสรุปหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People แต่งโดย Steven Covey

บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นจากหนังสือยอดนิยมตลอดกาลเรื่อง The Seven Habits of Highly Effective People แต่งโดย Steven Covey มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้ Steve มีความเชื่อในสมมติฐานที่ว่า คุณคิดอย่างไร คุณก็จะเป็นคนเช่นนั้น (You are what you think)

วิธีคิดหรือกรอบการมองโลก (paradigm) ของคนเราจะถูกกำหนดโดยสังคมและคนรอบข้าง และน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ตนเองมีกรอบการคิดอย่างไรหรือถ้ารู้ก็รู้เพียงบางส่วน  เพราะคนเหล่านั้นไม่เคยที่จะนั่งเงียบ ๆ สงบจิตสงบใจเพื่อลองทบทวนดูว่า กรอบการมองโลกที่ส่งผลให้เราพูด คิด และมีพฤติกรรมมาจนถึงทุกวันนี้มีอะไรบ้างทั้งในแง่บวกและแง่ลบ Steve เชื่อว่า ทุกครั้งที่คนเรามีความทุกข์แสดงว่า เรามีการมองโลกที่ผิดหรือฝืนกับกฎธรรมชาติ ฉะนั้น หากเรารู้ทันตัวเองและแก้ไขการมองโลกที่ผิดนั้นเสีย เราจะมีความสุขและประสบความสำเร็จ

การเปลี่ยนแปลงมุมมองในการมองโลก ลักษณะนิสัย หรือบุคลิกภาพของตัวเราจะต้องเปลี่ยนจากข้างใน เช่น เมื่อเราประสบปัญหาหรือทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ให้เรากล้าที่จะมองสถานการณ์นั้นตามความเป็นจริงว่า เรามีส่วนในการสร้างปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นหรือไม่อย่างไร ในขณะที่มองจะต้องดึงตัวเองออกมาและใช้ความรู้สึกเป็นตัวมอง เมื่อนั้นเราจะเริ่มมองเห็นกรอบการมองโลกและนิสัยที่แท้จริงของตนเอง Steve ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกข์หรือความล้มเหลวนั้นมักเกิดจากการที่มนุษย์คิดจะพึ่งพลังภายนอกตลอดเวลา เช่น การคอยให้คนมาชื่นชมหรือให้กำลังใจ Steve ได้นำเสนอหลักของนิสัย 7 ประการที่จะช่วยให้เรา (1) ปรับเปลี่ยนกรอบในการมองโลกที่ทำให้เราไม่มีความสุข (2) หัดพึ่งพลังภายใน  (3) มองเห็นข้อดีข้อเสียของตัวเอง และ (4) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง นิสัยทั้ง 7 ประการดังกล่าว มีดังนี้

นิสัยที่หนึ่งคือ รู้และเลือก (Be proactive)

          การรู้และเลือกในที่นี้คือ การมีสติรู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังคิด กำลังพูด กำลังทำอะไรอยู่ และสามารถเลือกได้ว่าจะตอบโต้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไรที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นน้อยที่สุด และพร้อมที่จะรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดขึ้นอย่างมีสติโดยไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น และเชื่ออยู่เสมอว่าเราสามารถสร้างชะตาชีวิตของตนเองได้ Steve มีความเห็นว่า คนเรามีสิทธิ์ “เลือก” ที่จะสุขหรือทุกข์ก็ได้เช่น เมื่อเราโดนคนวิพากษ์วิจารณ์หรือติฉินนินทา เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นก็ได้ แต่ไม่ใช่ให้อวดดีและไม่ฟังใคร แต่ให้รับรู้ด้วยสติและพิจารณาด้วยปัญญาว่าเราเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ควรแก้ไข แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เพราะไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนมีนิสัยอย่างไร มีหลักคุณธรรมประจำใจอะไรบ้าง และมีเป้าหมายอะไรในชีวิต 

เมื่อไม่มีจุดยืนในตัวเอง จิตใจจะถูกฉุดกระชากให้สุขหรือทุกข์ไปตามพฤติกรรมของคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่น เมื่อได้รับคำชมก็ดีใจมีความสุข แต่เมื่อถูกด่าก็มีความทุกข์ เป็นต้น Steve เชื่อว่าคนเรามีสิทธ์ที่มีชีวิตที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงและสร้างสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเองได้ ถ้ามีสติรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่และรู้จักเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร การจะมีจุดยืนในตัวเองได้ต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้และยอมรับในสิ่งที่มันเป็นเสียก่อน Steve กล่าวเพิ่มเติมว่า มนุษย์มีสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์คือ (1) มีสติรู้เนื้อรู้ตัว (2) มีจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (3) มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและมีคุณธรรม (4) มีความยับยั้งชั่งใจรู้ว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควรทำ ฉะนั้น ให้เราลองเปรียบเทียบดูว่า เรามีคุณธรรมประจำใจมากน้อยแค่ไหน เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากน้อยเพียงใด เพราะคนที่รู้และเลือกในมุมมองของSteve คือ คนที่มีสติ มีความกล้าหาญ กล้าเผชิญกับปัญหาแต่ไม่ใช่คนที่รู้มากและเลือกเอาแต่ประโยชน์ใส่ตัว ผู้แต่งเชื่อว่า คนที่กล้าเผชิญกับปัญหาคือ คนที่รู้จักวิเคราะห์ปัญหา และรู้ดีว่าตนสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย และจะไม่ยอมให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาชักจูงให้เราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยเด็ดขาด ในกรณีที่ปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ คนที่รู้จักรู้และเลือกจะรับรู้และทำใจวางเฉยได้  โดยไม่ตีโพยตีพายและกล่าวโทษผู้อื่น

นิสัยที่สองคือ สร้างเป้าหมายในชีวิตเป็นมโนภาพ (To begin with the end in mind)

วิธีหาเป้าหมายที่สำคัญในชีวิตที่ง่ายที่สุดคือ ให้ลองจินตนาการว่า ถ้าเราจะต้องจากโลกไปในวันนี้ เราอยากจะให้คนข้างหลังพูดถึงตัวเราในแง่ใดบ้าง เราอยากจะทิ้งอะไรไว้ให้เป็นมรดกแก่โลกใบนี้บ้าง และให้ถามตัวเองว่า ชีวิตนี้ก่อนตายอยากทำอะไรจริง ๆ เมื่อรู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในชีวิตแล้วให้เราลองจินตนาการต่อไปถึงสิ่งที่เราปรารถนาในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยภาพในจินตนาการนั้นจะต้องเต็มไปด้วยแสงสีเสียงและความรู้สึกโดยผู้แต่งแนะนำว่า เป้าหมายของเรานั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ และให้เชื่อมั่นว่า เราสามารถทำสิ่งนั้นได้ เมื่อคิดเสร็จแล้วให้เขียนเป้าหมายต่าง ๆ ลงในกระดาษ การเขียนให้เขียนด้วยความรู้สึก ความมุ่งมั่น เขียนตามมโนภาพที่สร้างไว้ และติดกระดาษไว้ในที่ที่เรามองเห็นบ่อย ๆ Steve แนะนำว่า นิสัยที่สองนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้คือ การนำไปใช้ในการร่างพันธกิจและวัฒนธรรมขององค์กร เป็นต้น หลังจากที่สร้างเป้าหมายเป็นมโนภาพแล้ว ในระหว่างที่พยายามทำเป้าหมายให้เป็นจริง เราจะต้องระลึกถึงภาพนั้นทุกวัน ถ้าภาพนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นแสดงว่าเราเดินมาถูกทางแล้วและใกล้ที่จะประสบความสำเร็จเข้าไปทุกที ๆ

นิสัยที่สามคือ ทำในสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ก่อนเสมอ (Put first things first)

งานที่สำคัญที่ต้องทำก่อนในมุมมองของSteve คือ งานที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายในชีวิตและเป็นงานที่ไม่เร่งด่วน ฉะนั้น เราจึงควรรู้จักมอบหมายงานบางอย่างให้ลูกน้องทำบ้างและจะต้องมีการตามงานด้วย อย่างไรก็ตาม หากงานใดที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราโดยตรง เราจะต้องทำเองแต่อาจจะหาผู้ช่วยเพื่อแบ่งเบาภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ  เมื่อเรารู้แล้วว่างานชิ้นไหนควรทำก่อนหลัง ก็ให้เริ่มลงมือทำและให้พยายามสังเกตธรรมชาติในการทำงานของตนเองว่า ควรทำงานในสภาพแวดล้อมแบบใดและในช่วงเวลาไหน งานจึงจะออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด 

นิสัยที่สี่คือ คิดแบบต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ (Think win-win)

การคิดแบบนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างเพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่ การจะมีแนวคิดดังกล่าวได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

1)     มีความเชื่อว่า ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่รอเราอยู่และเราจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน 
2)     มีปากกับใจตรงกันและมีความซื่อสัตย์
3)     ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้อื่น
4)      มีความชัดเจนในการมอบหมายงานหรือการทำข้อตกลงเช่น เราคาดหวังอะไรจากอีกฝ่าย งานนั้น ๆ จะต้องทำเสร็จเมื่อไหร่ มีการประเมินผลงานอย่างไร และมีการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านใดบ้าง เป็นต้น
5)     มีระบบที่สนับสนุนให้การทำงานมีความคล่องตัวและสามารถทำงานร่วมกันอยู่บนพื้นฐานของการคิดแบบต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ได้ 
6)    เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้มองสถานการณ์โดยการดึงตัวเองออกมา ให้มองภาพรวม และคิดหาทางออกที่ดีที่สุดโดยให้ลืมผลประโยชน์ของตนเองเสีย

นิสัยที่ห้าคือ พยายามฟังและเข้าใจคนอื่นก่อนที่จะพูดเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจเรา (Seek first to understand and then to be understood)

การตั้งใจฟังอีกฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจคือ การฟังเพื่อทำความเข้าใจว่า อีกฝ่ายกำลังพูดอะไร พูดไปเพื่ออะไร และอีกฝ่ายมีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งจะแตกต่างจากการตั้งใจฟังที่คนส่วนใหญ่เป็นคือ ตั้งใจฟังเพื่อหาข้อมูลมาหักล้างในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดหรือเพื่อยัดเยียดความคิดของตนเองให้อีกฝ่ายเชื่อหรือทำตาม วิธีการฝึกเพื่อเข้าใจนัยที่อีกฝ่ายต้องการจะบอกเราคือ ในขณะที่ฟังให้เราสร้างภาพตามไปด้วย เมื่อเราฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีและเข้าใจอีกฝ่ายแล้ว อีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น ๆ และจะเปิดใจยอมรับฟังข้อเสนอหรือสิ่งที่เราจะพูดเช่นเดียวกัน

นิสัยที่หกคือ สร้างทีม (Synergize)

การสร้างทีมในที่นี้คือ การดึงเอาจุดเด่นหรือศักยภาพของคนรอบข้างหรือผู้ร่วมทีมออกมาเพื่อช่วยให้เป้าหมายประสบความสำเร็จเช่น ถ้าลูกน้องเป็นราคะจริตจะต้องให้ทำงานทางด้านการประชาสัมพันธ์ และงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก หรือโทสะจริตจะต้องให้เป็นผู้คุ้มกฎ ผู้รักษาเวลา และช่วยในการวางแผนและจับประเด็น เป็นต้น Steve ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภาพรวมของทีมหนึ่ง ๆ จะต้องประกอบด้วย (1) นักคิด (2) ผู้สมานฉันท์ และ (3) ผู้ประสานสิบทิศ

เพราะนักคิดก็คือ คนที่ช่วยกันระดมสมองในการทำงานต่าง ๆ ผู้สมานฉันท์คือ คนที่ทำให้บรรยากาศราบรื่น ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ถ้าความคิดเห็นหรือแผนงานที่เสนอไม่ได้รับการยอมรับ และผู้สมานฉันท์จะต้องแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ทุกอย่างจะเน้นไปที่เนื้องานเป็นหลักโดยไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ประสานสิบทิศคือ คนที่จะนำแผนงานของเราไปประสานงานและเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือแผนกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป้าหมายที่เราตั้งไว้ประสบความสำเร็จ

นิสัยที่เจ็ดคือ ฟื้นฟูพลังชีวิต (Sharpen the saw)

Steve เชื่อว่า เราคงจะประสบความสำเร็จและมีความสุขได้ยาก ถ้าเรามีสุขภาพที่เสื่อมโทรม ฉะนั้น เราจะต้องหมั่นรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนั้น ผู้แต่งแนะนำให้เราหมั่นทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด และให้หมั่นอ่านหนังสือบ้างเพื่อเสริมสร้างความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวาง เพื่อนำไปใช้พัฒนาชีวิตให้มีความสุขและประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้ที่ประสบความสำเร็จคือ การมีความสัมพันธืที่ดีกับคนรอบข้าง มีความเมตตา และรู้จัก “ให้” ผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอเช่น การให้ความสุข ให้ความเมตตาเห็นอกเห็นใจ ให้ความรู้ หรือให้ความช่วยเหลือทางด้านวัตถุ เป็นต้น 

ใครที่สนใจอ่านสรุปหนังสือเล่มต่อจาก The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งประพันธ์โดย Stephen Covey ใช้เวลานานกว่า 15 ปีในการรวบรวมข้อมูลและประพันธ์ผลงานชิ้นนี้ออกมา คลิกเข้าไปอ่านได้ครับที่นี่ The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness

พฤติกรรมในการทำงาน - หลุมพรางเวลา จากหนังสือ Time Traps


Time Traps บทความที่นำเสนอมาจากหนังสือเรื่อง Time Traps แต่งโดย Todd Duncan เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พฤติกรรมในการทำงาน ที่พล่าผลาญเวลาโดยไม่จำเป็น โดยTodd Duncan มีความเชื่อว่า เวลาทั้งหมดในชีวิต ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว เพราะชีวิตไม่ได้มีเพียงมิติเดียว และในโลกนี้ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่รอให้เราค้นหา

แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ มักใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จนไม่เหลือเวลา ที่จะมองโลกในมุมอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาพอแม้แต่จะสานความฝันที่ตัวเอง ต้องการให้เป็นจริง ดังนั้น Todd Duncan จึงชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นหลุมพรางควรแก่การหลีกเลี่ยงเพื่อประหยัดเวลาที่มีค่าในชีวิตดังนี้

1. การตกหลุมพรางกับการสร้างภาพให้ตัวเอง (Identity trap)
 การสร้างภาพในที่นี้คือ การทำตัวยุ่งอยู่ตลอดเวลา ขยันขันแข็ง ทุ่มเทให้กับการทำงานทุกวินาทีจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง แม้แต่เวลาทานอาหาร ก็ต้องคุยเรื่องงาน กลับบ้านก็เอางานกลับไปทำ พฤติกรรมดังกล่าวดูผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องดี แต่Todd Duncan กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้าง ความ อึดอัด ความกระวนกระวายใจ ความเร่งรีบ และความตึงเครียดให้สั่งสมอยู่ในจิตใจโดยไม่รู้ตัว เหมือนลากโซ่ตรวนติดตามตัว ไปตลอดเวลา
สุดท้ายมักจบลงที่คำว่า ทำงานไม่ทัน ทำงานไม่เสร็จ ทำงานไม่ดี เพราะความกังวลที่สะสมในจิตใจเป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อไม่มีผลงาน ก็เกิดความเครียด ความกังวลใจวนเวียนเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด และนอกจากนั้น ผู้แต่งยังเชื่อว่า การสร้างภาพเป็น คนที่มีงาน รัดตัวนั้น อาจจะเป็นการโกหกตัวเอง เพื่อหนีความจริง เพราะรู้ตัวดีว่า ตนเองไม่มีผลงาน
วิธีทางแก้ไขมีดังนี้
รู้ว่าจุดไหนคือเพียงพอแล้ว และเลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญ และสร้างผลประโยชน์แก่องค์กรมากที่สุด บอกตัวเองว่า ชีวิตนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว บอกตัวเองว่า การใช้เวลาในแต่ละวันจะต้องช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่าแคร์สายตาของผู้อื่นมากนัก แต่ให้รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรและทำเพื่ออะไร
2. การตกหลุมพรางกับระบบงานในองค์กร (Organization trap)
ในที่นี้คือการตอบอีเมลล์ ตอบจดหมาย หรือรับโทรศัพท์ เป็นต้น งานดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Todd Duncan เปรียบเหมือน การพายเรือใน กระแสน้ำ อันเชี่ยวกราก และถึงแม้ว่าจะหยุดกระแสน้ำไม่ได้ แต่Todd มีวิธีชะลอความแรงของกระแสน้ำได้โดยการสร้างเขื่อน มีด้วยกัน 4 วิธี ดังนี้
1. หยุดทุกกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเช่น คุยโทรศัพท์ในเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนฝูงตอบอีเมลล์ที่ไม่เร่งด่วน หรือเล่นอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
2. ลงมือทำในสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับองค์กร
3. ประเมินตัวเองว่าสามารถหยุดกิจกรรมที่ไร้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่
4. ประเมินตัวเองว่าได้ลงมือทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อองค์กรตามที่คิดไว้บ้างหรือยัง หรือทำแล้วมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
3. การตกหลุมพรางกับการชอบทำงานทุกอย่างด้วยตนเอง (Control trap)
Todd Duncan เชื่อว่าคนที่เลือกทำงานเองทั้งหมด มีเหตุผลอยู่ 4 แบบคือ
1. Ego สูงไม่ไว้ใจใคร คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด
2. ไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองกลัวคนอื่น จะดูถูกดูแคลน จึงเลือกที่จะทำเองทั้งหมด
3. คิดแบบตื้น ๆ ว่าทำเองก็ได้ ไม่ต้องไปพึ่งใคร
4. เป็นนิสัยส่วนตัว
การทำงานด้วยตัวเองทั้งหมดเป็น การใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แทนที่จะเอาเวลาไปสร้างผลงานอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่า และยังเป็นการแสดงถึง การขาดความสามารถในการทำงานเป็นทีมด้วย สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดย การรู้จักกระจายงานไปให้ผู้ร่วมงานหรือลูกน้องทำบ้าง และควรหมั่นเข้าหาหัวหน้าให้ท่านชี้นำแนวทางที่ถูกต้อง ในการสร้างผลงาน แก่องค์กร เพื่อประหยัดเวลาในการลองผิดลองถูก
4. การตกหลุมพรางกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Technology trap)
ในที่นี้คือการเสียเวลากับการรับโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิก รุ่นใหม่ ๆ ที่จะต้องเสียเวลากับการ ทดลองใช้เสียเวลาอ่านคู่มือ ดังนั้น Todd Duncan จึงแนะนำว่า การให้ผู้ที่เคยใช้เครื่องดังกล่าว มาสาธิตวิธีการใช้จะเป็นการประหยัดเวลา และสะดวก กว่าการศึกษาด้วยตนเอง นอกจากนั้น Todd Duncan ยังให้ข้อคิดว่า การใช้อุปกรณ์ที่ธรรมดาไม่ต้องไฮเทคมากนัก จะประหยัดเวลามากกว่า และได้ประโยชน์เหมือน ๆ กัน เช่นการจดบันทึกข้อมูลในสมุดย่อมรวดเร็วกว่าการคีย์ข้อมูลลงในอิเลคโทรนิคไดอารี่ เป็นต้น
5. การตกหลุมพรางกับการพยายามสร้างผลงานที่มากเกินไป (Quota trap)
ในที่นี้คือการพยายามสร้างฐานลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยTodd Duncan ได้จำแนกประเภทของลูกค้าที่ควรหลีกเลี่ยงและที่ควรรักษาไว้ ดังนี้
กลุ่มลูกค้าที่ควรหลีกเลี่ยง
- จุกจิกและซื้อสินค้าน้อย
- จุกจิกแต่ก็ซื้อสินค้ามาก ประเภทนี้ต้องหลีกเลี่ยงเพราะทำให้เราเสียเวลามากจนเกินไป
กลุ่มลูกค้าที่ควรรักษาไว้
- ซื้อมาก ไม่เรื่องมากและช่วยแนะนำคนอื่นมาซื้อสินค้าเรา
- ซื้อน้อย แต่ไม่เรื่องมากและชอบสินค้าของเรา กลุ่มนี้ควรรักษาไว้เพราะเมื่อมีโอกาสลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อสินค้าของเราอีกอย่างแน่นอน
6. การตกหลุมพรางกับการกลัวความผิดพลาด (Failure trap)
คือการไม่กล้าเสนอผลงานมากนักเพราะกลัวจะผิดพลาด ส่งผลให้เวลาเสนอผลงานในที่ประชุม จะไม่มั่นใจและเสียเวลามาก เพราะมีแต่ความ หวาดวิตกอยู่ตลอดเวลา Todd Duncan เสนอทางแก้คือให้ตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ก่อนและต้องรู้จักเลือกทำงานที่สำคัญและสร้างประโยชน์ให้องค์กร
7. การตกหลุมพรางกับค่านิยมของสังคม (Party trap)
หลุมพรางสุดท้ายในที่นี้คือ การเห่อเหิมไปตามค่านิยมของสังคม เช่นทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อรถรุ่นใหม่ มือถือรุ่นล่าสุด หรือบ้านราคา หลายสิบล้าน เป็นต้น เหล่านี้เป็นความคิดที่ผิดเ พราะชีวิตที่แท้จริงมีหลายมิติเกินกว่าเรื่องวัตถุ คุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องประกอบด้วย การมีสุขภาพที่ดี การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล การสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม และมีเวลาเหลือพอ ที่จะไปทำสิ่งต่าง ๆ ที่ในใจลึก ๆ อยากจะทำ
Source : http://www.drboonchai.com/

Movie: "When the Margin is Called"

ได้ดูหนังเรื่อง Margin call แล้วเกิดอารมณ์คึก เพื่อการดูหนังให้เกิดอรรถรสอย่างสูงสุด มันต้องเข้าใจที่มาของปัญหาก่อน.

ถ้าได้ศึกษาและเข้าใจการทำงานของ Asset-backed securities (ABS) และ Mortgage-backed securities (MBS) จะยิ่งรู้ว่าแท้จริงที่ Investment banker ใหญ่ๆ พวกนี้ลงทุนไปมัน (โคตร) เสี่ยงแค่ไหน. ที่เลวร้ายกว่านั้นมันเป็นตลาด OTC ที่ไม่มีสภาพคล่อง. อารมณ์คลุกกร่น เลยอยากเล่าให้ฟัง.

นอกจากเหนือ
Business loan ที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว. Consumer loan ก็เป็นสัดส่วนเงินมหาศาลที่ bank ปล่อยกู้ออกไป. ไม่ว่าจะให้กู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ และ credit card แต่ต่างจาก Business loan ที่จะต้องใช้สินทรัพย์มาค้ำประกัน (Collateral) พวก Consumer loan ส่วนใหญ่เขาแค่ดู statement เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้เท่านั้น. ผิดหนี้ก็ต้องฟ้องร้องยึดทรัพย์กัน. ไม่มีทรัพย์ให้ยึดก็ต้องทำแผนผ่อนผันหนี้ Haircut อะไรก็ว่าไป. ซึ่งอาจไม่ใช่เงินเยอะแต่ consumer 1 ราย. แต่อาจเป็น คชจ. ในสัดส่วนที่สูงสำหรับ bank ตรงนี้ bank ถือเป็นความเสี่ยง.

ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารายย่อยจ่ายหนี้ไม่ได้ หลายๆ รายเข้า
bank อาจแย่อยู่. จะทำไง ถ้าผมจำไม่ผิดนะ J.P. Morgan (คนนี้แหละ Financial wizard ของจริง) เลยคิดวิธี "โยก" ความเสี่ยงนี้ออกไป ก็เอายอดหนี้พวกนี้แหละ ซึ่งถ้ามองง่ายๆ ก็น่าจะเป็นส่วนของ Account receivables รายได้รอรับ พวกนี้มาแปลงเป็นหลักทรัพย์ แล้วขายออกไปซะ แนวแปลงสินทรัพย์ (ที่มีความเสี่ยง) เป็นหลักทรัพย์ เรียกว่า "Securitization"
Security นอกจากแปลว่า ยาม แล้ว เฮ้ย ไม่ใช่ แปลว่าปลอดภัยแล้ว ก็แปลว่า "หลักทรัพย์" ได้ด้วย. Stocks หรือหุ้นก็คือ security ชนิดหนึ่ง Securitization เลยแปลว่า "การทำให้เป็นหลักทรัพย์" นั่นเอง. นะเออ

พวก
Wall-street ใน US เขาฉลาด (แกมโกง) มองว่ายอดหนี้ของคนๆ เดียว ใครก็ไม่รู้ ใครจะไปเอาด้วย. ก็ต้องเอายอดหนี้มา pool รวมกันเป็นก้อนใหญ่ๆ ยอดหนี้ซื้อบ้าน (Mortgage) หรือ Credit card เป็นต้น และสร้างบุคคลที่ #3 ขึ้นมาเป็นตัวกลางในการรับจัดการหนี้ก้อนนี้ เรียกว่า Special purpose vehicle (SPV) อะนะ ก็เขาจะ ผ่อง หรือ โยก ยอดหนี้นี้ออก. แล้วจะเอามาบริหารเองอีกทำไมละ. วิธีก็คือ bank ขายหนี้ก้อนนี้ ให้กับ SPV ซึ่ง SPV มีหน้าที่เดียวเลยก็คือเอาหนี้ก้อนนี้ มาจัดสรรเป็นหลักทรัพย์ แล้วก็ขาย.

เมื่อ
SPV ขายหลักทรัพย์ที่อ้างอิง หรือ derived ด้วยก้อนหนี้นี้แล้ว. ได้ตังค์มาก็เอามาให้กับ bank เพื่อชำระยอดหนี้ที่ขายให้ไป. เนียนมั้ยละเธอ ยอมรับว่าคนคิดเขาเก่งจริง... ด้วยวิธีนี้ bank ก็จะสามารถ "ตัด" ความเสี่ยงของหนี้ก้อนนี้ได้ทั้งหมด. เอาเงินไปปล่อยกู้ได้อีกรอบ. คิดให้ดีนะครับ. อย่าคิดว่า bank ไม่ make $$$ นะ. ค่าธรรมเนียม ค่าประเมิน ค่าบริหารจัดการ ก็เป็นอัตราส่วนที่ไม่น้อยนะครับ. อย่ามองรายได้ของ bank ว่าผูกกับดอกเบี้ยอย่างเดียวนะครับ. บางครั้งเขาใช้วิธีว่าถ้ากู้ซื้อบ้าน ต้องซื้อประกันชีวิตพ่วงด้วย ไม่งั้นไม่อนุญาต เกี่ยวไรกันว้า....

ฟัง
concept ก็สวยหรู ดูดี มีชาติตระกูล แล้วปัญหาคืออะไร. มันก็ตอนที่ SPV จะแปลงยอดหนี้เป็นหลักทรัพย์นี่แหละครับ. เขาต้องอาศัย Rating agency พวก Fitch rating, Standard&Poors และอื่นๆ มาประเมินว่ายอดหนี้ก้อนนี้มันดีจริงป่าว. อยากขายราคาดี rating มันก็ต้อง AAA+++ Oh yes, oh yes, oh yes ประมาณนั้น พวก Wall-street อีกละ. หัวหมอ มองว่าลูกหนี้แต่ละรายมีพฤติกรรมการชำระหนี้แตกต่างกันอยู่แล้ว. ใช้ประเมินความเสี่ยงได้. และก็มาแยกเป็น Class ของยอดหนี้ เป็น A, B, C, D, E ก็ว่าไป. ให้ลองเดากันดู ว่าถ้า Prime คือชั้นดีแล้ว ชั้นของยอดหนี้ที่แย่ลงมา จะเรียกว่าอะไร. ???

แต่น แตน แต๊น!!! เรียกว่า
Sub-prime ไง. ไอ้หยา! ตัวปัญหาที่ trigger ให้เศรษฐกิจโลก ฉิบ-lost ในปี 2008 ที่ผ่านมานั่นเอง. หนี้ Class A นะ ไม่มีปัญหาในการขายหรอก. เพราะเป็นยอดหนี้ชั้นดี. ก็มีคุณสมบัติของลูกหนี้ที่ดี ว่ากันไป. เก็บหนี้ได้. ขายหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับยอดหนี้ class นี้ก็ไม่เป็นปัญหา. แต่ยอดหนี้ Class D, E ละ. จะขายยังไง. ขายถูกกว่าอย่างเดียวไม่น่าพอ. อีกอย่างพวก Wall-street จะคิดว่า "Never sell for dimes when it cost a dollar to make" ทำยังไงให้ขายได้ราคา?

เลยคิดมุกว่า แต่ให้เป็นลูกค้าชั้นเลว ก็คงไม่เบี้ยวทุกคนหรอก*** เพียงแต่
Default rate (อัตราการเบี้ยวหนี้) ก็น่าจะสูงหน่อย. แล้วจะทำยังไงให้ได้ rating ดีๆ เพราะถ้า rating ไม่ดี ก็จะไม่มีใครซื้อ กองทุนที่มีเงินเยอะๆ ส่วนใหญ่ก็พวกกองทุนบำเหน็จบำนาญฯ หรือกองทุนประกันสังคม. พวกนี้เขาไม่ซื้อหลักทรัยพย์ที่ Rating แย่ๆ เด็ดขาด. ถ้ากองทุนกลุ่มนี้ไม่สนใจซื้อ อำนาจในการต่อรองราคา (เพราะพวกนี้เขาเทรด OTC โทรถาม quote กัน) ก็จะน้อยลงตามไปด้วย เอาละงานเข้า. ความฉลาด (แกมโกง) และความโลภมันเข้ามาครอบงำก็ตอนนี้นี่แหละครับ.

ก็อุตสาห์ไปจีบ
Fitch rating agency ให้ยอมว่า สำหรับหลักทรัพย์มูลค่า $1,000 ล้าน ทาง SPV จะใช้หลักทรัพย์ด้วยยอดหนี้ $2,000 ล้านเลย เอามั้ย. และให้ดอกเบี้ยสูงด้วย. เรียกว่าต่อให้มี 50% Default rate ก็มีปัญญา cover หนี้. ทาง Fitching rating ก็คงเคลิ้ม (ด้วยเงินนะแหละ) และมองว่าการทำแบบนี้ปลอดภัย และพอให้ AAA rating เท่านั้นแหละครับ. Mortgage-backed securities แบบ Sub-prime ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะอะไร? เพราะมองว่า 1) ปลอดภัย back ด้วยยอดหนี้ที่มากกว่ามูลค่าตรา และ 2) ดอกสูงกว่า.

นี่แหละคือตัว
Trigger housing bubble ของ US ในช่วงที่ผ่านมา. เพราะ bank ก็กล้าปล่อยกู้ ไม่กลัวหนี้สูญ เพราะเอาไปทำ Securitization ได้ และยอมให้คนสร้างหนี้เกินตัวด้วย เพราะ 1. bank ได้ยอด loan ที่สูง. ค่า fee คิดเป็นสัดส่วน ก็จะได้สูงตาม 2. ลูกหนี้ก็เอาสิครับ. อยากได้บ้านหลังใหญ่ๆ เข้าถึงที่สุดของ American dream. กลุ่ม Investment banker ก็ลัลลา. เพราะได้เข้าไปทำ Securitization deal ได้ค่าคอมฯ มหาศาล. นักลงทุนใน MBS ก็ชื่นมื่น เพราะได้ return ที่น่าพอใจจากหลักทรัพย์ที่ (คิดว่า) ปลอดภัย

รู้สึกเหมือน
Everybody wins ซึ่งมันก็เป็นเช่นกัน ตราบเท่าที่ลูกหนี้ยังมีความสามารถชำระหนี้ได้. ปัญหามันเกิดจาก Idea ที่ว่าหนี้ชั้นเลว $2,000 ล้าน ปลอดภัยหนี้ชั้นเลว $1,000 ล้านนี่แหละครับ. ในความเป็นจริงลูกหนี้ชั้นนี้จะมีปัญหา (อย่างหนัก) ***ทั้งหมด***เสมอ ถ้าเขามีความสามารถในการชำระหนี้ในระดับที่น่าพอใจ เขาก็ไม่ถูกใส่เข้ามาใน Sub-prime class นี้หรอก จริงอ๊ะป่าว. แบบนี้ต้องเรียกว่า "ทุกข์เพราะคิดผิด"

พอสภาพคล่องของลูกหนี้ชั้นเลวนี้มีปัญหา
Default ก็เพิ่มสูงขึ้น และถูกช่วยเร่งด้วยวัฒนธรรมการปลุกปั้นให้สร้างหนี้เกินตัว. กว่าจะรู้ตัวอีกที Default rate ก็สูงปรี๊ดแล้ว. ที่สำคัญด้วยลักษณะเฉพาะของ MBS นี้ มันไม่มีสภาพคล่อง. คล้ายๆ กับพวก REIT (Real-estate investment trust) นะ ดอกเบี้ยหรือปันสูงแต่ส่วนใหญ่แทบไม่มีสภาพคล่อง. ซื้อได้เยอะจริงตอน IPO เท่านั้น และเป็น OTC trade พอเริ่มได้ข่าวไม่ดี. โทรไปขายกับใครก็ไม่มีใครอยากซื้อ. ทุกกองทุนก็ถือ MBS กันเต็มมือทั้งนั้น ในวงการเทรดนั้น เขารุ้กันเลยว่าถ้าหุ้นไม่มีสภาพคล่องนะ เขาจะ discount เข้าไปเลยอีก 30% จากราคา ณ ตอนนั้น.
Investment ที่เริ่มกลิ่นไม่ดี คนอยากขาย ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัญหามันเกิดตอนที่ทุกคนอยากขาย แต่ไม่มีใครอยากซื้อนี่สิ. รวมถึงเป็นตลาดที่ไม่มีสภาพคล่องอีก. ซ้ำเติมกันเหมือนช่วงน้ำท่วม แล้วขายรองเท้าบูทคู่ละ 450 บาท. อยากจะตบแม่ค้าด้วยบูทเรยจริงๆ.. ทุกคนมีของเต็มมือ แต่ไมมีที่ปล่อย ถ้าอยากปล่อยจริงๆ วิธีการหนึ่งก็คือการขายทิ้ง. at market ไปเลย. แต่ความฉิบ-lost ที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภในครั้งนี้ มันไม่ธรรมดา. เพราะหลายๆ กองที่ซื้อ MBS ไปนั้น เป็นกองทุนประกันความเสี่ยงหรือ Hedge fund และเขาใช้ Leverage ในการลงทุนด้วย. พูดง่ายๆ คือ กู้มาลงทุน กู้มาลงทุน แต่ของที่ซื้อดันท่าไม่ดี แค่นั้นไม่พอ ขายไม่ออกอีก.

การใช้
Leverage หรือ gearing นั้น ไม่ใช่เรื่องผิด. สามารถทำได้ บนฐานของ 1) เข้าใจกลไกการทำงานของ Leverage และ 2) ประเมินตัวเองเป็น สำหรับ นลท. ทั่วไป การใช้ Gearing ที่ 1:2 เป็นระดับที่พอรับได้. ถ้าเก่งมากๆ ระดับ "เซียน" ที่ 1:5 ก็ยังได้ แต่อะไรที่มากกว่านั้นมันไม่ใช่ Sophisticated investor นะ. มันเป็นการ Over-leveraged หรือ Over-trade นั่นเอง. เก่งมาจากไหน ไม่สำคัญ Over-trade การันตี ไม่ช้าก็เร็ว เจ๊งๆๆๆๆๆๆๆ แต่อย่าง Lehman Brothers Inc ที่เจ๊งไปนะ ใช้ Gearing ที่ 1:20 พูดง่ายๆ ว่าทุนทุก $1 เขากู้มาลงทุนอีก $19 เพื่อเป็น portfolio capital ที่ $20

นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะครับ. คิดดูว่าเอาทุน + กู้ไปซื้อ
Sub-prime MBS ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ (เหมือนจะ) ดี เพราะมี Credit rating ที่ดี แต่สภาพคล่องไม่มี. ขาดทุนเพียง 5% หรือแค่ $1 ใน $20 ส่วนของทุนก็หมดแล้ว. เหลือแต่หนี้ แค่นี้บริษัทก็ต้องยื่นแสดงสถานะล้มละลาย (File for bankruptcy) แล้วครับ. ยิ่งเป็นบริษัทที่ List ใน NYSE อีก. ในความเป็นจริง ทุกอย่างมันพ่วงกันอิรุงตุงนังไปหมด. พอ Investment banker ที่ลงทุนใน MBS ล้ม. เงินของคนที่ลงทุนกับ Investment banker พวกนี้ก็สูญไปด้วย. แต่คนมีเงินพวกนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนี้เลย. มีหนี้เหมือนกัน หลายรายก็หมุนไม่ทัน ทำให้หนี้บ้าน หนี้บัตร ตัวเอง Default ตามไปด้วย. และทำให้ MBS ใน class อื่นๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย. มันกระทบกันไปทั้งระบบ.

ตัวอย่างสุด
classic เลยคือ AIG บริษัทประกันฯ ใหญ่ยักษ์ ลงทุนมหาศาลใน MBS และเจ๊งไปกับมัน. แต่ US gov มองว่าให้บริษัทประกันล้มไม่ได้เลยต้อง bail out เอาเงินภาษีไปหนุนขึ้นมา. และ commercial bank ใน US อีกไม่รู้กี่ร้อยแห่งก็ต้องเจ๊งไปตามๆ กัน. ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะลงทุนเกินตัว. หนังเรื่อง Margin call นี้ก็คือหนึ่งในเหตุการณ์ (สมมุติ) ที่เกิดขึ้น. แต่มันต้องเข้าใจถึง degree และความใหญ่ของปัญหา ถึงจะเข้าถึงอารมณ์ของหนัง..ครับ.