Tuesday, December 20, 2011

One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 1)

บทความสรุปดีๆที่นำมาฝากกัน มาจากหนังสือที่ไม่มีใครไม่รู้จักถ้าอยู่ในแวดวงการลงทุน “One Up Wall Street: เหนือกว่าวอลสตรีท” โดย SiTh LoRd P@cK จาก stock2morrow.
One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท (ตอนที่ 1)

หนังสือด้านการลงทุนที่ผมมีอยู่นั้น มีอยู่หลายเล่ม แต่เล่ม 1 ในดวงใจของผมจริงๆคือ One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท ของ ปีเตอร์ ลินซ์ ซึ่งแปลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผมใช้เวลาเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาตะลุยอ่านหนังสือเล่มนี้ จนจบบทแรก (บทแรกของผมนี้เกือบ 200 หน้านะครับ ไม่ใช่บทแรกในหนังสือ) สิ่งที่ผมกลั่นกรองและอยากมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง มีอยู่สองประเด็นที่ปีเตอร์ ลินซ์ เน้นหนักพอสมควร ประเด็นแรกคือ "ความเสี่ยง" ประเด็นที่สองคือ "การคาดการณ์"
ในเรื่องของความเสี่ยง ผมคิดว่าการทำอะไรก็ตามย่อมมีความเสี่ยงที่ตามมา คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นความเสี่ยงที่สูง โอกาสหมดตัวมีมาก สู้เอาเงินไปฝากแบงค์กินดอกเบี้ยหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลดีกว่า หรือที่เขาพูดเป็นศัพท์หรูๆว่า Free Risk หรือ ไร้ความเสี่ยงนั้นเอง........ ผมอยากจะบอกว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเป็นความเสี่ยงที่มากกว่า เราเรียนจบมหาวิทยาลัย มักจะได้การปลูกฝังว่า การเป็นลูกจ้างนั้นไม่มีความเสี่ยงเพราะทุกๆเดือนเราจะมีเงินเดือนทุกๆเดือนเข้ากระเป๋าแน่นอน ผมมีเพื่อนคนหนึ่งจบวิศวะมาแต่ต่างมหาวิทยาลัย ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งเป็นคนตรวจเช็คสภาพเครื่องจักร โชคร้ายที่เพื่อนผมคนนั้นเกิดพลาดท่าเครื่องจักร นิ้วเท้าทั้ง 5 ของเขาถูกตัดขาดไปเกือบหมด นี้แหละครับ คือความเสี่ยงประการหนึ่งที่ได้จากการทำงาน แต่ความเสี่ยงจากการสูญเสียอวัยวะในร่างกายเป็นความเสี่ยงที่ยากจะรับได้

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า "ความเสี่ยง" ที่คนส่วนมากหวาดกลัวนั้น เราสามารถจำกัดความเสี่ยงได้โดยการศึกษาหาความรู้ สิ่งที่เราทำไปโดยไม่รู้ นั้นแหละคือความเสี่ยง ก่อนการลงทุนทุกครั้งเราควรจะศึกษาหาความรู้ เช็สภาพของบริษัท ปีเตอร์ ลินซ์ได้ให้แง่คิดไว้ว่า
"การขาดทุนของคุณถูกจำกัดด้วยเงินที่คุณลงทุนไป หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนหุ้นด้วยเงิน 1 หมื่นบาท โอกาสที่คุณจะเสียจนหมดตัวแค่ 1 หมื่นบาท ในทางกลับกัน เงิน 1 หมื่นบาท จะสามารถสร้างผลกำไรให้คุณได้ 1 แสนบาท 1 ล้านบาท ถ้าคุณเก่งพอที่จะหาหุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง ได้" ผมว่าเป็นแง่คิดที่น่าสนใจพอสมควร ลองคิดดูนะครับ
ประเด็นที่สองเรื่อง"การคาดการณ์" ผมสังเกตเห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ นักวิเคราะห์ชั้นเซียนโดยส่วนมาก พยายามที่จะคาดเดาตลาดว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือหุ้นจะลง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถคาดเดาตลาดได้ ถ้าคนๆนั้นสามารถคาดเดาตลาดได้ พวกเขาคงจะรวยเป็นเศรษฐีร้อยล้านไปแล้ว ไม่ต้องตื่นแต่เช้า กินอาหารกล่อง นั่งรถไฟฟ้า เข้าบริษัททำงานอย่างแน่นอน ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า "อย่าเชื่อบทวิเคราะห์" ในทางกลับกัน บทวิเคราะห์รายวันเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะมันเป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมมา ง่ายต่อการค้นคว้า และสรุปภาพรวมตลาดของเมื่อวาน นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเป็นวันๆในการรวบรวมข้อมูลเอง
สิ่งนี้ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้โลกอันแสนกว้างใหญ่ แคบนิดเดียวเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ๊ก

ปีเตอร์ ลินซ์ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องที่น่าสนใจไว้ว่า
"มันคงเป็นเรื่องวิเศษถ้าเราสามารถหลีกเลี่ยงการถดถอยต่างๆ โดยการออกจากตลาดหุ้นถูกเวลา แต่ไม่มีใครรู้วิธีที่จะคาดการณ์มัน ยิ่งกว่านั้นถ้าคุณออกจากหุ้นและหลีกเลี่ยงการตกคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะกลับเข้ามาในหุ้นได้ทันในการวิ่งครั้งต่อไป ต่อไปนี้คือภาพที่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าคุณใส่เงิน 100,000 เหรียญลงในหุ้นวันที่ 1 กรกฏาคม 1994 และลงทุนเต็มที่มาตลอด 5 ปี เงิน 100,000 เหรียญของคุณก็จะเติบโตขึ้นเป็น 341,722 เหรียญ แต่ถ้าคุณออกจากหุ้นเพียง 30 วันในช่วงนั้น เป็น 30 วันที่หุ้นทำกำไรมากที่สุด เงิน 100,000 เหรียญ จะกลายเป็นจำนวนที่น่าผิดหวังที่ 153,792 เหรียญ โดยการอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาคุณได้ผลตอบแทนมากขึ้นกว่า 2 เท่า"

"การคาดเดาตลาดหมีเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการพูด คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอะไร เขาคิดแต่เพียงว่าเมื่อหุ้นขึ้นมาเยอะ ต้องมีคนเทขาย การเทขายครั้งนั้น เขาก็อาจจะตกใจและวิตกจริตไปเองว่าตลาดหมีมาแล้ว(Bear Market is coming) ดังนั้นเขาก็เลยเทขายตาม แต่น่าเสียดายที่การลงครั้งนั้นเป็นแค่การปรับฐานเท่านั้น คุณคิดว่านักลงทุนคนนั้นจะทำอย่างไรต่อไป?? เขามี 2 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 ต้องยอมจ่ายเงินที่สูงขึ้นเพื่อซื้อมันกลับคืนมา ทางเลือกที่ 2 ไม่ยอมซื้อคืนหรอก เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องซื้อแพงกว่า อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ทางเลือก นักลงทุน(ที่คิดว่าตัวเองฉลาด)เหล่านั้นได้พลาดโอกาสในการหาหุ้น 10 เด้ง ไปแล้ว คำแนะนำของผมคือ คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด"

ผมจะยกตัวอย่างนิทานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาวมายา ดังนี้ครับ

"ความเชื่อของชาวมายา เชื่อกันว่าจักรวานถูกทำลายมา 4 ครั้ง ครั้งแรกถูกทำลายด้วยน้ำ ชนเผ่านั้นได้เรียนรู้ว่า เราถูกน้ำท่วมเสียหาย ครั้งหน้าพวกเขาจึงเขาไปอยู่ในป่า สร้างบ้านบนต้นไม้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมในครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้น โชคไม่ดีที่ครั้งต่อไปจักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ หลังจากการทำลายครั้งนั้นพวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าพวกเขาควรออกจากป่า ไปให้ไกลที่สุดและสร้างบ้านหินตามรอยแยกแผ่นดิน แต่น่าเสียดายที่ภัยพิบัติครั้งต่อไปถูกทำลายด้วย"แผ่นดินไหว" ผมจำสิ่งเลวร้ายครั้งที่ 4 ไม่ได้ น่าจะเป็นเศรษฐกิจตกต่ำ แต่น่าเสียดายที่ชนเผ่ามายาคงกำลังยุ่งอยู่กับการป้องกันแผ่นดินไหวครั้งต่อไป"


สำหรับนักลงทุนมือใหม่เพิ่งจะเข้าตลาดช่วงนี้ ผมมีคำสั้นๆอยากจะฝากไว้ให้คิด "คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด" อีกครั้ง "คุณต้องยืนหยัดกับหุ้นของคุณตราบที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน อย่าไปสนใจตลาด" สำคัญมากๆครับ

นี้เป็นแนวคิดที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเรื่อง
One Up Wall Street เหนือกว่าวอลสตรีท เกือบ 200 หน้า สรุปแบบสั้นๆ ให้เพื่อนๆได้ข้อคิดกัน ส่วนใครอยากจะได้มากกว่านี้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากๆ และมีมากกว่า 2 ประเด็นที่ผมกล่าวถึงแน่นอน ลองดูนะครับ
Source: SiTh LoRd P@cK (stock2morrow)

ข้อคิดจาก "ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน" โดย ตัน ภาสกรนที


“ความจน” เป็นสิ่งมีค่า เพราะทำให้เราไม่กลัวงานหนัก

หาความรู้ด้วยการตั้ง
“คำถาม”

“ความสำเร็จ” เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตอยู่ที่ประสบการณ์ “ความล้มเหลว”
“ปัญหา” ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

ถ้าจะสู้ได้ เราต้องไม่สู้ในสมรภูมิที่ไม่เชี่ยวชาญ
“เรียนน้อย” จะประสบความสำเร็จได้ ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น


ไม่เกี่ยงงาน ไม่รองานเข้ามาหา แต่ต้องวิ่งเข้าหางาน

ยอมเป็น
“ถังขยะ” เพราะในถังขยะเต็มไปด้วยความลับและความรู้ที่หาที่อื่นไม่ได้

การทำงานต้องทำ “เต็มที่
”
และต้องสร้างสมจนเคยชินเป็นนิสัย ถ้าไม่เต็มที่ตอนที่เป็นลูกจ้าง วันที่เป็นนายจ้าง ก็จะไม่อาจรู้ได้ว่าการทำงานเต็มที่เป็นอย่างไรสิ่งใดที่มนุษย์ทำได้ ผมต้องทำได้

คนที่เก่งกว่าไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไป ความมุ่งมั่นและเอาจริงบางทีก็เอาชนะความเก่งได้


ผมทิ้งการเรียนมาเพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลว

แม้ท้องจะอิ่ม แต่ใจนั้นยังหิวกระหาย มันยังมี
“ความฝัน” บางอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

ถาม
…
ถาม และ ถาม

อย่าอายทำกิน

หลักการทำธุรกิจนั้น ถ้าสามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ บางที
“ราคา” ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

โลกนี้ไม่มีอะไรยากเกินเรียนรู้
มนุษย์เราได้ “ประสบการณ์” มาจาก 3 ทาง
ทางแรกคือ อ่านหนังสือ
ทางที่สองคือ ฟังคำบอกเล่าจากคนอื่น
และทางที่สามคือ ลงมือทำเอง


ถ้าเพียงแค่พูด เขาอาจจะฟัง
แต่ถ้าคุณลงมือทำ เขาจะเชื่อ

ในชีวิตของคนเรา
“ความมุ่งมั่น” เป็นเรื่องสำคัญ
ถ้าเราคิดเสมอว่า “เราทำได้” พยายามกับทุกเรื่องให้ถึงที่สุดไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ โอกาสที่ “ความสำเร็จ” จะเป็นของเราก็มีอยู่สูงยิ่ง
“ความมุ่งมั่น” ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ และไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เราคิด

เมื่อไหร่ที่รู้ว่าไม่ใช่ อย่าดันทุรังเป็นอันขาด

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทำธุรกิจได้
“โชค” คือการบรรจบกันระหว่าง “โอกาส” และ “ความพร้อม”
“ต้นทุน” ที่เกิดขึ้นจาก “เวลา” อาจถึงขั้นทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องและไปไม่รอด

กลยุทธ์
“สไปเดอร์ มาร์เก็ตติ้ง” คือการใช้เครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ธุรกิจเก่าอุ้มธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น เชื่อมต่อเครือข่ายเป็นโยงใยเหมือน “ใยแมงมุม”


ช่วงเวลาที่เราคิดว่ากำลังจะตาย นอกจากคนที่เรารัก เราจะตระหนักรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำอะไรอีกมากมาย

ในสายตาคนทั่วไป
“ความล้มเหลว” ไม่น่าสนใจเท่ากับ “ความสำเร็จ”

ยอมรับความล้มเหลวได้แต่ไม่ยอมแพ้ และถึงจะไม่ยอมแพ้แต่ต้องไม่ดันทุรัง
“ความสำเร็จ” และ “ความล้มเหลว” มีคุณค่าที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่ง คือให้ประสบการณ์แก่ชีวิตถ้าเรามัวแต่คิด ไม่ยอมลงมือทำ แม้แต่ประสบการณ์ความล้มเหลวก็ยังไม่มีเลย

ใครจะได้คุณค่าจากประสบการณ์มากน้อยกว่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะสรุปบทเรียนได้ดีกว่ากัน

ยิ่งทำงานมาก ยิ่งได้ประสบการณ์มาก
ชีวิตของคนเราเปรียบเสมือนกับการเดินทาง “ปัญหา” เปรียบเสมือน “ภูเขา”
ผ่านภูเขาเทือกนี้ไป ก็ต้องเจอภูเขาเทือกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
แต่ทุกครั้งที่เดินขึ้นและลงภูเขา หรือทุกครั้งที่เผชิญกับปัญหาชีวิตของเราจะแกร่งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น
และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
“ประสบการณ์” ที่สั่งสมมาโดยตลอดก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน ถ้าเรามี
“ความหวัง” และไม่กลัว “ปัญหา”

ปัญหาแก้ไขได้
…
ทุกอย่างเรียนรู้ได้เพียงแค่เราไม่กลัว และศึกษาสิ่งที่เราไม่รู้อย่างละเอียด
ในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่สมองของเราจะเรียนรู้ได้


คนที่เคย
“ได้รับ” เท่านั้นจึงรู้คุณค่าของ “การให้”

************************

Source:
ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน โดย ตัน ภาสกรนที

Warren Buffet สอนลูก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลกวัย 81 ปี ออกมาประกาศว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิต ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ของเขาคือ ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ลูกชายคนโตที่ปัจจุบันอายุ 57 ปี

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วอร์เร็นและฮาเวิร์ดให้สัมภาษณ์ในรายการ 60
Minutes ของช่อง CBS
ไม่บ่อยนักที่วอร์เร็นออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว แต่ทุกครั้งก็มีมุมมองและแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเสมอ ยิ่งมีลูกชายมาร่วมเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ก็ทำให้ทราบถึงเรื่องราวน่ารักปนขบขัน ตลอดจนถึงวิธีการเลี้ยงลูกว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นลูกเศรษฐีไม่เอาถ่านเมื่อโตขึ้น

ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ประกอบอาชีพอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรที่ทำให้พ่อเชื่อใจว่าจะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์

คำตอบคือฮาเวิร์ดเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด ซึ่งวอร์เร็นมั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะสามารถบริหารงานบริษัทให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัฒนธรรมของบริษัทที่ได้วางรากฐานเอาไว้ โดยเปรียบว่าฮาเวิร์ด จะทำหน้าที่เป็น
Guardian of the Culture หรือ "ผู้พิทักษ์วัฒนธรรม" องค์กร

วอร์เร็นเคยกังวลว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว ประธานคนใหม่อาจบริหารงานแบบตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากๆ แต่การได้ฮาเวิร์ดมาดำรงตำแหน่งประธานก็เหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งฮาเวิร์ดจะไม่ได้รับเงินเดือน และไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน

หลายคนสงสัยว่าฮาเวิร์ดซึ่งเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด มีความรู้ความสามารถพอที่จะบริหารบริษัทการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นล้านล้านบาทหรือ
?


วอร์เร็นบอกเขามั่นใจว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถมากพอ ซึ่งในจำนวนลูก 3 คน ฮาเวิร์ดเป็นลูกคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งบอร์ดของบริษัท

ตอนทราบว่าพ่อจะส่งทอดตำแหน่งประธานให้ ฮาเวิร์ดบอกว่าเซอร์ไพรส์ พร้อมหัวเราะแล้วพูดต่อว่าไม่อยากจะบอกว่าพ่อไม่มีวันที่จะลงจากตำแหน่งจนกว่าจะถูกฝังลงดิน

ถามฮาเวิร์ดว่ากังวลหรือเปล่าที่จะมารับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ เขาอมยิ้มและหัวเราะเช่นเคย ก่อนตอบว่าตราบใดที่เขาได้ทำไร่ ตัวเขาก็ไม่มีปัญหา

ฮาเวิร์ด สนใจทำไร่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นใช้สวนหลังบ้านปลูกข้าวโพด

ตอนเด็กเขาและพี่สาวกับน้องชายไม่ทราบเลยว่าพ่อร่ำรวยมาก เขาเล่าเรื่องตลกของพี่สาวสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมว่า ครูถามนักเรียนทุกคนในห้องว่าพ่อทำงานอะไร ซึ่งแต่ไหนแต่ไรสามคนพี่น้องทราบเพียงแต่ว่าพ่อมีอาชีพเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (
Securities Analyst) แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าอาชีพนี้คืออะไร ดังนั้น พี่สาวก็ตอบครูไปว่า พ่อเป็น Security Guard หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย! ซึ่งสามพี่น้องก็เข้าใจผิดอยู่นานว่าพ่อมีอาชีพนี้

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฮาเวิร์ดเปลี่ยนคณะที่เรียนถึง 3 หน ถามวอร์เร็นว่ากังวลหรือเปล่าที่ลูกเปลี่ยนคณะเรียนบ่อย เขาตอบว่าไม่กังวลเลยเพราะเข้าใจดีว่าลูกต้องการค้นหาตัวเองว่าต้องการทำอะไร แม้ในที่สุดฮาเวิร์ดเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่วอร์เร็นก็บอกว่าไม่รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วลูกจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบจากมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน

วอร์เร็นยอมรับว่าตัวเองเป็นพ่อที่แปลก แต่ภรรยาของเขาก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งลูกทั้งสามคนไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัย และพูดตลกว่าถ้านำหน่วยกิตของลูกทั้ง 3 คนมารวมกัน ก็สามารถได้ปริญญารวมกัน 1 ใบ!

เมื่อฮาเวิร์ดค้นพบว่าอยากเป็นเกษตรกร วอร์เร็นก็ซื้อที่ดินให้ลูกทำไร่ ไม่ได้ยกที่ดินให้เลย แต่ให้ฮาเวิร์ดเช่า โดยคิดค่าเช่าตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นลงของฮาเวิร์ด!

สาเหตุก็เพราะฮาเวิร์ดตัวอ้วนใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกลดน้ำหนัก วอร์เร็นจึงตั้งกฎค่าเช่าที่ดินไว้ว่าค่าเช่าขึ้นลงตามน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวเพิ่มค่าเช่าก็สูงขึ้น หากน้ำหนักตัวลดค่าเช่าก็ลดตาม

ถามว่าทำไมถึงไม่ยกที่ดินให้ลูก วอร์เร็นตอบว่าการที่ฮาเวิร์ดใช้นามสกุลบัฟเฟ็ตต์ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะเขาไม่ต้องการให้ลูกได้รับการเลี้ยงดูอย่างลูกมหาเศรษฐีที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ

แม้จะให้ฮาเวิร์ดจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่วอร์เร็นก็ให้เงินฮาเวิร์ดและลูกอีกสองคนเท่ากันคนละ 1
,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,
000 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อการกุศล ซึ่งฮาเวิร์ดก็ใช้เงินนี้ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา สอนวิธีการเพิ่มผลผลิต ฮาเวิร์ดบอกว่าเกษตรกรจำนวนมากที่ปลูกพืชผักผลไม้ขายกลับไม่ค่อยมีจะกิน ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข

แม้ว่าจะได้เงินจากพ่อเพื่อใช้ในการกุศลตั้งสามหมื่นล้านบาท แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกๆ รู้สึกหงุดหงิดที่พ่อบริจาคเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์หรือหนึ่งล้านล้านบาทให้แก่มูลนิธิของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งสนิทกันเหมือนน้องชายอีกคน

แม้จะทราบมาตลอดว่าพ่อจะไม่ยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้ แต่บางครั้งลูกๆ ก็รู้สึกว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำได้ดียิ่งขึ้นหากมีเงินมากกว่านี้

ปัจจุบันฮาเวิร์ดมีความสุขกับการทำไร่ข้าวโพด 3
,
750 ไร่ในรัฐอิลลินอยส์ เขาบอกว่าคงไม่มีสิ่งไหนที่เขาสามารถทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างพ่อ แต่พ่อกับแม่ก็บอกเสมอว่าไม่เป็นไร

วอร์เร็นบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกๆ จะพยายามแข่งขันกับเขา ลูกควรทำสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยสอนลูกว่าให้ทำในสิ่งที่รักเหมือนกับที่พ่อรักที่จะทำเงิน
ความสำเร็จในชีวิตคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรักและทำออกมาดี และสุดยอดแห่งความหรูหราในชีวิตก็คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน

Source: ฟังคนรวยเบอร์ 3 ของโลกสอนลูก พิศณุ นิลกลัด

การบริโภคให้เป็นจุดสนใจ (Conspicuous Consumption) กับ การ check in ตามสถานที่ต่างๆ

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาที่เราอยากจะนัดเพื่อนๆ ไปกินข้าว เราต้องนัดที่ Terminal 21, Siam Paragon, Esplanade, Emporium
ทั้งที่ยังมีห้างธรรมดาๆ อื่นๆ ที่มีร้านอาหารให้นั่งเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น พาต้า, โลตัส, ฟิวเจอร์พาร์ค แต่เราก็ยังคงจะไป Terminal 21 มุมมองของ Veblen จะช่วยอธิบายความคิดของเราในเรื่องนี้ว่าเพราะอะไร
...พลังของการบริโภคเพื่อแสดงสถานะของตนหรือที่ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสรองเรียกว่า“การบริโภคให้เป็นจุดสนใจ” (Conspicuous Consumption)

บทความชิ้นนี้ จะขออธิบายแนวคิดนี้ในรายละเอียด รวมทั้งจะกล่าวถึงอีกด้านหนึ่งของคำอธิบายแนวคิดนี้ที่ถูกเรียกว่า “การใช้เวลาว่างให้เป็นจุดสนใจ” (Conspicuous Leisure)

ก่อนอื่น ขอท้าวความไปถึงนักคิดคนสำคัญของสำนักเศรษฐศาสตร์สถาบันเก่า (Old Institutional Economics) [ที่ใช้คำว่า “เก่า” ไม่ใช่เพราะล้าสมัย แต่เพราะสำนักนี้เน้นปัจจัยทางด้านประวัติศาสตร์] ชื่อว่า Thorstein Veblen ซึ่งหนังสือเล่มสำคัญของเขาคือ “The Theory of the Leisure Class” ในปี 1899 [สมเกียรติ ตั้งนโม แปลเอาไว้ว่า “ทฤษฎีของชนชั้นที่มีเวลาว่าง”]
ปกหนังสือ The theory of the Leisure Class

Veblen มีความเชื่อในเรื่องการแบ่งชนชั้นของสังคม (Class) โดยเฉพาะว่าสังคมนั้นประกอบไปด้วย ชนชั้นที่สูงกว่า (Higher Status) และชนชั้นที่ต่ำกว่า (Lower Status) โดยพฤติกรรมของแต่ละชนชั้นนั้นก็มีความแตกต่างกัน

พฤติกรรมที่ว่าก็คือ รูปแบบการบริโภคและการใช้เวลาว่าง ซึ่งชนชั้นที่สูงกว่าจำเป็นต้องมี “การบริโภคให้เป็นจุดสนใจ” (Conspicuous Consumption) และ “การใช้เวลาว่างให้เป็นจุดสนใจ” (Conspicuous Leisure) เพื่อแสดงสถานะที่สูงกว่าชนชั้นที่ต่ำกว่า


การบริโภคให้เป็นจุดสนใจก็คือการใช้จ่ายเงินเพื่อแสดงสถานะที่สูงขึ้น เช่น ในสมัยก่อน หลายบ้านต้องใช้เครื่องใช้ภายในบ้านที่ทำจากเงิน (Silver) เพื่อแสดงสถานะ ทั้งที่ถ้ามันทำจากโลหะอื่นจะใช้ง่ายกว่ามาก (เพราะไม่ต้องคอยขัด) หรือในปัจจุบันที่ หลายคนต้องใช้กระเป๋าราคาแพงกว่าที่ตนเองควรจะมี ทั้งนี้ก็เพราะสินค้าไม่ได้ทำหน้าที่แค่กระเป๋า แต่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกสถานะด้วย สินค้าจำพวกที่ว่านี้ถือเป็น “สินค้าที่มองเห็นได้ทางสังคม” (Socially Visible Goods) ไม่ใช่ “สินค้าที่บริโภคเป็นการส่วนตัว” (Goods Consumed in Private)

ในอีกด้านหนึ่งนอกเหนือไปจากของการบริโภคสินค้าต่างๆ Veblen ยังได้กล่าวถึง การใช้เวลาว่างให้เป็นจุดสนใจ ด้วยว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคือการใช้เวลาว่างเพื่อแสดงสถานะให้สูงขึ้น เช่น ในสมัยก่อน ผู้ชายต้องใช้เวลาว่างในการดูภาพเขียนตามหอศิลปะ หรืออ่านหนังสือจำพวกปรัชญา

ไม่ต่างจากปัจจุบัน ที่ชนชั้นสูงอาจจะต้องใช้เวลาว่างในการดูเทนนิส ฟังเพลงโอเปร่า ทั้งที่อาจจะสนุกกว่าหากดูมวยไทยหรือฟังเพลงลูกทุ่ง [ไม่นับคนที่ชอบจริงจังด้วยความชอบส่วนตัว]

เมื่อเป็นเช่นนี้ การชวนเพื่อนไปกินข้าว และการกินข้าวเองนั้นก็ย่อมมีความต่างกัน เราอาจนับการกินข้าวเป็นได้ทั้งการบริโภคหรือการใช้เวลาว่าง แต่ที่สำคัญคือมันเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ทางสังคม จึงเท่ากับว่าเป็นการแสดงสถานะของเราไปในตัว ทำให้เวลาที่บอกนัดเจอเพื่อนๆ ที่ KFC ใน Siam Paragon กับ KFC ใน พาต้า จึงให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ยังไม่ได้นับว่า เอาเข้าจริงเรานัดร้านที่หรูหรากว่าแค่ KFC ใน Siam Paragon เสียด้วย
อันที่จริง การบริโภคและการใช้เวลาว่างให้เป็นจุดสนใจ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตนเองในการแสดงสถานะที่สูงกว่านั้น ยังรวมไปถึงการเข้าวัดอยู่บ่อยๆ (เพื่อบอกว่าฉันมีความดีมากกว่า) การควงดาราไปเที่ยว (เพื่อบอกว่าฉันเจ๋งกว่า) การข่มขู่คนที่ไม่ทางสู้ (เพื่อบอกว่า(พ่อ)ฉันแน่กว่า) การ check in พร้อมๆ กับชื่อเพื่อนๆ (เพื่อบอกว่าฉันมีเพื่อนคบ) และอื่นๆ อีกมาก ดังนั้น ตามแนวคิดนี้ ไม่ใช่แค่การบริโภคเท่านั้นเพื่อแสดงสถานะ แต่การใช้เวลาว่างก็มักเป็นไปเพื่อแสดงสถานะเช่นกัน
การที่ในปัจจุบันเราเห็นคนจำนวนหนึ่งทำการ check in @ Terminal 21 ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าหรูหรา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาได้ใช้เวลาว่างในห้างสรรพสินค้าที่หรูหราราคาแพง ดูโดดเด่น และเป็นที่สนใจ ในขณะที่เขาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ check in เวลาที่ไปเดินพาต้า หรือ Lotus ทั้งที่พวกเขาอาจจะไปเดินห้างเหล่านี้มากกว่าด้วยซ้ำ

ที่น่าสนใจก็คือ การบริโภคและการใช้เวลาว่างให้เป็นจุดสนใจนั้นมีความสำคัญมากต่อ “ชนชั้นกลาง” (Middle Class) เพราะพวกเขาคือชนชั้นที่ต้องการยกระดับตนเองให้สูงขึ้น ภายใต้รายได้ที่จำกัด จึงตกอยู่ในสถานะที่ต้องใช้จ่ายเพื่อแสดงสถานะเมื่ออยู่ในสังคม แต่กลับต้อง(แอบ)ประหยัดอดออม เมื่ออยู่ตัวคนเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อเอาเงินไปใช้แสดงสถานะตอนเข้าสังคม และจะวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาภายใต้วงจรเช่นนี้ ของชนชั้นกลาง(และล่าง)ตามแนวคิดของ Veblen ก็คือ ความเหลื่อมล้ำจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะรายได้ทั้งหมดจะไปตกอยู่กับชนชั้นนายทุน ในฐานะผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นชนชั้นสูงตัวจริง ที่ขายสินค้าและบริการให้กับชนชั้นกลาง(และล่าง)นั่นแหล่ะ โดยวงจร เช่นนี้ในระบบทุนนิยมจะค่อยๆ กลืนกินมูลค่าที่แท้จริงของทุกสิ่งทุกอย่าง จนไม่เหลืออะไรไว้เลย นอกจากดินแดนว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นอย่างไร้ศีลธรรม
Source: บทความ ทำไมเราต้อง check in @ Terminal 21? โดย setthasat.com

Monday, December 19, 2011

Uniqlo: ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แต่เกือบต้องล้มละลาย 3/3

ภาค 3 ดังในระดับโลก ด้วยไอเดีย + ออนไลน์ ต่อยอดค่านิยม และวัฒนธรรมใหม่ “ชีวิตออนไลน์”

โดยเป้าหมายของโปรเจ็กท์ คือ การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นทั้งเครื่องมือการตลาดแบบ Viral Marketing ทำให้แบรนด์เป็นที่คุ้นเคยทั่วโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น e-commerce เต็มรูปแบบไปด้วย โปรเจ็กท์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็เห็นจะเป็น Viral Campaign ที่ใช้ชื่อเท่ว่า “Uniqlock” (เป็นSite เกี่ยวกับแฟชั่น ดนตรี และการเต้นรำสมัยใหม่) Site นี้
ด้านออนไลน์ก็ไม่น้อยหน้า Sato ไปจีบ Yugo Nakamura อินเตอร์แอคทีฟจีเนียสของญี่ปุ่น มาช่วยพัฒนาเว็ปไซต์และไมโครไซต์ต่างๆ ของ UNIQLO
ทำเป็นรูปแบบ ที่ใช้นาฬิกา กับดนตรี มาพรีเซ้นท์ และเปิดให้คนดาวน์โหลด หรือนำ Widget ไปใส่ในบล๊อคของเขาเอง
โดยผลตอบรับที่ได้
มากกว่า 27000 widgets จาก 76 ประเทศ
มากกว่า  68 ล้านครั้ง จาก 209 ประเทศ (the wedgets + the website)
มากกว่า 5แสน ครั้งที่เปิด You Tube (ออดิชั่น วีดีโอ)
มากกว่า 175 แสนการ downloads ( screensavers)
6.19 แสน web pages (google)
(To Date: 10th January, 2008 )

นับว่านวัตกรรมออนไลน์นี้สร้างกระแส และความเติบโตทางธุรกิจให้กับ UNIQLO ได้อย่างเยี่ยมยอด

แคมเปญเคส วีดีโอ


ของเล็กๆ ที่ให้ประหลาดใจเมื่อเวลาครบทุกชั่วโมง


Uniqlo Jump

696 พนักงานของ Uniqlo จาก 27 เมือง ของ 5 ประเทศ ที่มาร่วมสร้าง Image ของ แบรนด์ ด้วย collection autumn and winter ภายใต้คอนเซ็บ “Jumped” ที่จะสร้างกระแสการบอกต่อ ของวัฒนธรรมองค์กร และ บอก ความเป็นสากล ของแบรนด์ได้อีก

โดยในตอนแรก ภาพพนักงาน ที่ร่วม จะถูกเล่าผ่านทาง เวบไซต์ , Blog, Flickr หลังจากนั้น กระแส ถูกขยายต่อ อีกมากมาย สร้างวัฒนธรรมขององค์กรให้ดูทันสมัย ที่คนอยากเข้ามาร่วมงาน

แคมเปญ วีดีโอ

โดยมีมากกว่า 100 Booklet ที่เกิดจาก เหล่าพนักงานได้จัดทำขึ้น​
ผลตอบรับ นอกเหนือจาก เวบไซต์ หรือบล๊อคที่สร้างจาก Uniqlo เอง ยังมีผลลัพท์ 7แสน คนเข้าชมที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ Uniqlo สร้าง และถูกสร้างต่อ มากกว่า 100 แสน web posts (To Date: 10th January, 2008 ).

ชิ้นสุดท้ายของ Post นี้มาดูแคมเปญ ที่ทำในลักษณะ โปรโมชั่น ของ Uniqlo บ้าง


Uniqlo – Lucky Switch จากการคิดที่เป็นแคมเปญ Promotion ที่จะขอบคุณ และให้ตอบแทน กับลูกค้าของ Uniqlo ( และลดราคาให้เกิดคนซื้อใหม่ๆ เข้ามา) ที่นำแนวคิด การเปิดคูปองส่วนลดราคา จากร้านค้าทั่วไป มาเป็น Uniqlo Lucky Switch
ขอต้อนรับท่านเข้าสู่ วิธีการใหม่ ในการทำ แบนเนอร์ ลดราคา

เมื่อใดที่คุณเข้ามาที่ เวบ Uniqlo Lucky Switch แล้วกดสวิท ไม่ว่าคุณเข้าเวบใด แบนเนอร์ ของเวบนั้น จะกลายเป็นสวิท ให้คุณกด แล้วรับส่วนลดราคา ของ Uniqlo ไปทันที
แคมเปญ วีดีโอ

ขอบคุณข้อมูลประวัติ Uniqlo ที่นำมาประกอบใน post นี้ จาก TCDC Connect http://tcdcconnect.com/th/landing.rhtml และ Marketing advertising media http://www.maradme.com/

Uniqlo: ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แต่เกือบต้องล้มละลาย 2/3

ภาค 2 ปฏิวัติ
เรียนรู้ตลาดใหม่จากประสบการณ์ตรง - ใช้ประโยชน์จากมันสมองในท้องถิ่น เริ่มต้นอย่างช้าๆ (เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยแผลเก่าในอังกฤษ) ก่อนที่ร้านแฟลกชิปอันใหญ่โตจะเปิดอย่างเป็นทางการกลางมหานครนิวยอร์ค UNIQLO แอบเปิดร้านทดลองสองสามแห่งในนิวเจอร์ซีย์ก่อน เพื่อศึกษาทำความเข้าใจตลาดอเมริกัน พร้อมกับใช้เวลาฟอร์มทีมครีเอทีฟท้องถิ่นขึ้น ( สำหรับการทำการตลาดในอเมริกาเองโดยเฉพาะ )
ก่อนวันเปิดร้านแฟลกชิปไม่นาน ทีมครีเอทีฟของ UNIQLO (America) เริ่มแคมเปญป่วนเมืองที่ชื่อ “UNIQLO is Everywhere” โดยนำเอาตู้คอนเทนเนอร์ติดป้าย UNIQLO ขนาดยักษ์เวียนไปผลุบโผล่ สร้างกระแสตามย่านดังหลายแห่งของนครนิวยอร์ค
สร้างเครือข่ายธุรกิจ ขยายอาณาจักรเพิ่มความได้เปรียบ ยังไม่นับรวมถึงการที่บริษัทแม่ของ UNIQLO ทำงานหลังบ้าน เข้าซื้อกิจการของ Helmut Lang มาไว้ในครอบครอง โดยหวังจะหยิบยืม Creativity จากทาง Helmut Lang สร้างความได้เปรียบในเรื่องของสไตล์ และการวางแผนผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดตะวันตกโดยเฉพาะ
UNIQLO = Cool Japanica คือประโยคสั้นๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเคลื่อนทัพครั้งนี้ทั้งหมด Sato กล่าวอย่างมั่นใจว่า DNA ใหม่จะถูกส่งผ่านสู่ทุกองค์ประกอบ ภายใต้แบรนด์ UNIQLO อย่างต่อเนื่องและสอดคล้อง ตามคอนเซ็ปท์การตลาดแบบ Integrated Marketing เริ่มตั้งแต่โลโก้ใหม่สีแดงขาวแบบธงชาติญี่ปุ่น ที่คราวนี้ทำเก๋มี 2 เวอร์ชั่น ทั้งแบบตัวอักษรคาตากานะและแบบตัวอักษรโรมัน โดยโลโก้ใหม่นี้จะมีความสวยงามแบบสากล แต่แฝงคุณลักษณะความเป็นญี่ปุ่นไว้ด้วย คือ logical (มีเหตุมีผล),
clean (สะอาด), high-quality (คุณภาพดี), speed (เร็ว), flat (ชัดเจน), และgraphical (เป็นกราฟฟิค)


โลโก้เก่าด้านซ้าย ของใหม่อันกลางและขวา

การตกแต่งร้านใหม่ ที่ถึงแม้จะยังคงความเรียบแบบ Japanese Minimal (มีประตูแบบบานเลื่อนและเสื่อตาตามิ) แต่ก็ใส่อารมณ์ Downtown Tokyo ลงไปเต็มๆ ด้วยกลิ่นอายของการ์ตูน Manga, Hi-tech chic และลุค industrial ดิบๆ โดยงานนี้ Sato วางใจให้ Masamichi Katayama ดีไซเนอร์ที่เคยทำงานตกแต่งภายในให้กับร้าน Bathing Ape (สตรีทแบรนด์ชื่อดัง) มาช่วยลบคราบของ”โกดังเก็บผ้า” ออกไป

Katayama เรียกผลงานที่เขาทำให้กับ UNIQLO ในครั้งนี้ว่า ” Beauty conscious, ultra rational style”เป้าหมายทางการออกแบบคือ ร้านใหม่นี้ต้องสร้างความโดดเด่นแบบที่ “เป็นกลางที่สุด” ร้านจะไม่มีองค์ประกอบด้านการตกแต่งที่ชี้นำความคิด หรือสร้างจินตนาการไปทางใดทางหนึ่งจนเกินไป ตอบโจทย์เป้าหมายของแบรนด์ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคเป็น “ผู้เลือก” “สร้างโจทย์” และ “หาคำตอบ” ให้กับสไตล์ของตัวเอง ไม่ใช่เสื้อผ้าไปชี้นำความคิดหรือสไตล์ให้กับผู้คน โดยคอนเซ็ปท์นี้เริ่มใช้ในร้านที่นิวยอร์คเป็นแห่งแรก และจะเป็นต้นแบบของร้านสาขาอื่นๆทั้งหมดในโลก รวมทั้งที่ลอนดอนและปารีสด้วย
ในส่วนของการสื่อสารการตลาดก็เห็นมี การผลิต “People campaign” ออกมาอย่างต่อเนื่อง หยิบยืม “ลุค” มันส์ๆ ของคนดังบ้างไม่ดังบ้าง มาโปรโมทภาพความเป็น “ประชากรสากล” (Global citizen) เต็มขั้น ไม่ว่าจะเป็น Kim Gordon แห่งวง Sonic Youth หรือ Chef กะทะเหล็ก Masaharu Morimoto ก็เคย
ปรากฎโฉมใน People Campaign อันโด่งดังของ UNIQLO มาแล้ว
Source:  Marketing advertising media http://www.maradme.com/