Wednesday, May 23, 2012

"จงรับฟัง" คาถาที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ "ซัมซุง"

เห็นข่าวยอดขายสมาร์ทโฟนของ "ซัมซุง" ชนะ "ไอโฟน" ของ "แอปเปิล" แล้ว คนรุ่นใหม่อาจไม่แปลกใจในปรากฏการณ์นี้มากนัก แต่คนอายุ 30 ปีขึ้นไปที่ยังจำภาพ "ซัมซุง" ในอดีตได้คงแปลกใจ เพราะในอดีตภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ซัมซุง คือ สินค้าราคาถูก เกรดต่ำกว่าสินค้าจากญี่ปุ่น แต่เพียงชั่วเวลาไม่นาน "ซัมซุง" กลับกลายเป็นสินค้าเกรดเอ

โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนของ "ซัมซุง" โชว์นวัตกรรม "จอสี" และเสียงโทร.เข้าที่ไพเราะกว่าเสียงโมโนโทน เหนือกว่า "โนเกีย" ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในยุคนั้น

คุยกับผู้บริหาร "เอไอเอส" ในยุคนั้น เขายังบ่นเลยว่า "ซัมซุง" กล้าหาญมากที่ตั้งราคาสูงกว่ามือถือทั่วไป ทั้งที่ใช้แบรนด์ "ซัมซุง" แต่สุดท้าย "ซัมซุง" รุ่นนั้นก็ประสบความสำเร็จ จากวันนั้นเป็นต้นมา "ซัมซุง" ก็ไม่ใช่ "ซัมซุง" ที่เราคุ้นเคย เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ไม่ผลิตสินค้าเกรดต่ำ ราคาถูกอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ สินค้า "ซัมซุง" กลายเป็นสินค้าคุณภาพ ที่โชว์เหนือเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก "ลี กอน ฮี" ที่รับสืบทอดกิจการมาจากรุ่นพ่อ "ลี เบียง ชอล"
เป็นคาถา "ซัมซุง ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"

วันที่ "ลี เบียง ชอล" ประกาศว่าผู้สืบทอดกิจการ "ซัมซุง" คือ "ลี กอน ฮี" บุตรชายคนที่ 3 เขาเรียกลูกชายมาที่ห้องทำงาน แล้วหยิบพู่กันจุ่มหมึกเขียนข้อความสั้นๆ

"จงรับฟัง"
นี่คือ คาถาข้อแรกของการเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรใหญ่ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"

"ลี เบียง ชอล" รู้ซึ้งถึงสัจธรรมของ "อำนาจ" ว่ายิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งรับฟังน้อยลง และเมื่อ "พูด" มากกว่า "ฟัง" "ความรู้ใหม่" ก็ไม่เกิด

"ลาร์ลี่ คิง" นักพูดชื่อดัง เคยบอกว่า "เราไม่เคยฉลาดขึ้นจากการพูด" มีแต่การฟังเท่านั้นที่จะได้ "ความรู้" จากผู้อื่น

เขาจึงเตือน "ลี กอน ฮี" ตั้งแต่เริ่มต้นการเรียนรู้งานในตำแหน่ง "ประธาน"

ในวันที่ "ลี กวน ฮี" มีอำนาจเต็มใน "ซัมซุง" เขาจึงเป็นคนที่ได้รับคำชมอย่างมากว่าเป็น "ผู้ฟัง" ที่ดี ทั้งที่ "ลี กวน ฮี" เป็นคนพูดเก่ง เขาสามารถบรรยายติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมงได้อย่างสบาย แต่ "จุดเด่น" ของเขากลับอยู่ที่การรับฟัง ฟังเพื่อนนักธุรกิจ ฟังนักวิชาการ ฟังผู้บริหาร ฟังพนักงาน ฯลฯ จากนั้นจึงเริ่มตั้งคำถาม

"ทำไม-ทำไม-ทำไม ฯลฯ"

ว่ากันทุกปัญหา "ลี กวน ฮี" จะตั้งคำถามว่า "ทำไม" อย่างน้อย 6 คำถาม

คาถาเรื่อง "จงรับฟัง" นั้น ผมจำได้ว่า "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "เอสซีจี" หรือ "ปูนซิเมนต์ไทย" เคยบอกว่าตอนที่จะเปลี่ยนองค์กร "เอสซีจี" สู่นวัตกรรม เขาต้องเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่ง

ชื่อว่า "การฟัง"

สอนให้รู้จักอดทนรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง เพราะถ้าไม่มีท่าทีรับฟังก็จะไม่มีลูกน้องคนใดกล้าเสนอความเห็นที่นอกกรอบ และองค์กรนั้นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง

คาถาบทที่สองที่ "ลี เบียง ชอล" มอบให้กับลูกชายผู้สืบทอดกิจการ ก็คือ "ไก่ไม้"

"ไก่ไม้" คือ ไม้ที่แกะสลักเป็นตัวไก่ ในห้องนอนของเขาจะมี "ไก่ไม้" แขวนอยู่ "ไก่ไม้" นั้นมาจากนิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือคำสอนของ "จวงจื่อ" ปราชญ์คนหนึ่งของจีน
คนเลี้ยงไก่ชนชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อ "จี้ เซิง จื่อ" เป็นคนเลี้ยงไก่ชนให้กับ "โจว ซวน อ๋อง" วันหนึ่ง "โจว ซวน อ๋อง" นำไก่ชนตัวหนึ่งมาให้เลี้ยง
ผ่านไป 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามเขาว่า "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง" "ยังไม่ได้ เพราะมันยังเดินกร่างอยู่ ทะนงตน ท้าทายไปทั่ว" จี้ เซิง จื่อ ตอบ

ผ่านไปอีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามด้วยคำถามเดิม "ไก่ชนใช้ได้แล้วหรือยัง" คำตอบของ "จี้ เซิง จื่อ" เหมือนเดิม คือ "ยัง" แต่เหตุผลเปลี่ยนไป "ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่ท้าทายไก่ตัวอื่นแล้ว แต่มักจะโดดตีถ้าไก่ตัวอื่นเข้าใกล้"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามอีก "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง" "ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่โดดตีแล้ว และลดความทระนงตนลงแต่สายตายังดุร้าย เหมือนพร้อมจะตีกับไก่ตัวอื่น"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามด้วยคำถามเดิม ครั้งนี้คำตอบมีพัฒนาการ "จี เซิง จื่อ" ตอบว่าพอใช้ได้แล้ว เพราะเมื่อไก่ตัวอื่นขัน ก็ไม่แสดงอาการตอบ เป็นราวกับ "ไก่ไม้"

"เห็นไก่ตัวอื่นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ไก่ตัวอื่นเห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เดินหนีไปหมด"

ครับ "ไก่ชน" ที่ดีนั้นไม่ใช่ "ไก่" ที่ตีเก่ง ฮึกเหิมห้าวหาญท้าทีท้าต่อยไปทั่ว แต่ "ไก่ชน" ที่ดีต้อง "นิ่ง" เป็น สงบสยบเคลื่อนไหว รู้จักเก็บความรู้สึกของตนเอง แต่สามารถเปล่งประกายจนไก่ชนตัวอื่นย้ำเกรง ชนะโดยไม่ต้องชน

ผู้บริหารที่ดีในความหมายของ "ลี เบียง ชอล" คือ ต้องใจเย็น สงบนิ่งในสถานการณ์ที่กดดันให้ได้ "นิ่ง" เหมือน "ไก่ไม้"

เขามอบ "ไก่ไม้" ให้ลูกชาย เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้รู้จัก "นิ่ง"

"จงรับฟัง" และ "ไก่ไม้" อาจไม่ใช่คาถาที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ "ซัมซุง"

แต่เป็นคาถาที่ "ลี กวน ฮี" ใช้ในการบริหารงานมาโดยตลอด และนำพา "ซัมซุง" ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
Source: มติชนสุดสัปดาห์, Stock2morrow

Friday, May 4, 2012

“ไม่มีสูตร”แต่สำเร็จ ของผู้ประกอบการ “นอกคอก”

เกือบจะเป็นเรื่องบังเอิญที่พิธีกรทั้ง 4 ต่างเป็นอดีต เด็กไม่เอาถ่าน เรื่องเรียน ทั้งสิ้น นี่อาจแทนบทพิสูจน์ว่า ความสำเร็จทางธุรกิจ อาจไม่ต้องเริ่มที่ชัยชนะในการศึกษาเท่านั้น หากสิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ
ไม่ต้องเรียนเก่งไม่ต้องมีชีวิตที่ เพอร์เฟค ก็ประสบความสำเร็จในเวทีธุรกิจได้ขอแค่เชื่อมั่น มีจุดหมาย รักในสิ่งที่ทำ ปะทุพลังสร้างสรรค์ให้เกิด

“เรามาถึงจุดนี้เพราะไม่ได้ยึดติดรูปแบบ หรือทฤษฎีจนเกินไป เป็นการใช้ศาสตร์หลายๆ ศาสตร์ มาผสมผสาน สัญชาติญาณ ปรุงแต่งจนเป็นความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้”

นี่คือหนึ่งในสูตรสำเร็จ ของ “ฟาร์ม โชคชัย” ที่ “โชค บูลกุล” หัวหอกกลุ่มบริษัท ฟาร์มโชคชัย จำกัด พกพามาแลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในเวทีเสวนา “คิดต่าง ทำต่าง อย่างมืออาชีพ” งานThailand SME EXPO 2011 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว ร่วมกับวิทยากรระดับกูรูอีก 3 ท่านคือ “ภาณุ อิงคะวัต” ธุรกิจเสื้อผ้าและร้านอาหารเกรย์ฮาวด์ (Greyhound) “ภัทรา สหวัฒน์” เจ้าของ “เพลินวาน” แห่งเมืองหัวหิน และร้อยโท พัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรี เทศบาลอัมพวา ผู้ปลุกปั้นตลาดน้ำอัมพวาให้ฮอตติดลมบนอย่างวันนี้


เช่นเดียวกับ ภาณุ อิงคะวัต ผู้บริหาร บริษัท เกรย์ฮาวด์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ เกรย์ฮาวด์ ที่ไม่ได้ จบแฟชั่นดีไซน์ ทำอาหารก็ไม่เก่ง แต่อาศัยเก็บประสบการณ์ในบริษัทโฆษณาระดับอินเตอร์ ถูกสอนให้คิด สอนให้ใช้พลังสร้างสรรค์ ผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า “Ideas Culture” หลอมรวมจนเกิดกลายเป็นธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ เกรย์ฮาวด์ เมื่อ 31 ปีก่อน ในยุคที่แบรนด์เสื้อผ้ายังไม่มีอะไรใหม่ ยังมีความต้องการรออยู่แต่ไม่มีใครคิด และเมื่อสิ่งที่พวกเขาคิดคือสิ่งที่คนอยากได้ ธุรกิจจึงเติบโตมาเรื่อยๆ

จากเสื้อผ้าก็แตกไลน์มาทำร้านอาหาร ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนยุค กิน ดื่ม เที่ยว ดูหนัง และฟังเพลง แต่ไม่ใช่ระดับ เกรย์ฮาวด์จะไม่มีอะไรพลาด ภาณุ บอกว่า เปิดร้านได้อาทิตย์เดียวก็ต้องปิด เพราะ ยังทำไม่เป็นยังมีอะไรหลายอย่างในธุรกิจร้านอาหารที่พวกเขาไม่เข้าใจ จึงเริ่มหาคำตอบ และหาทางแก้ปัญหา ค่อยๆพัฒนาตัวเองขึ้นมา เริ่มทำทุกอย่างให้เป็นระบบและชัดเจนขึ้น จนธุรกิจไปของมันได้
สำหรับเกรย์ฮาวด์ พวกเขาไม่ใช่เสื้อผ้า ไม่ใช่อาหาร แต่เรียกตัวเองว่า “Style presenter” ที่สามารถหยิบสไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ มานำเสนอในรูปของ เกรย์ฮาวด์ และนั่นหมายความว่า นับจากนี้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองแค่เสื้อผ้าหรือร้านอาหารเท่านั้น แต่อนาคตอาจมีโรงแรมสไตล์เกรย์ฮาวด์ ของแต่งบ้านสไตล์เกรย์ฮาวด์ เพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

ความสำเร็จของเรามันมาจาก Timing ที่ถูกต้อง และเราสามารถเก็บเอาสิ่งที่ถูกต้องนั้น ไปทำให้มันเติบโตได้”  สิ่งที่ก่อเกิดเป็น เกรย์ฮาวด์ คือความคิดสร้างสรรค์ สำหรับ ภาณุ “Creative” มันสามารถเกิดขึ้นได้จากความ ลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ ทำด้วยความรู้สึกรักและสนุก พอ ตกหลุมรักในสิ่งนั้น ก็จะเป็นแรงผลักให้เราสามารถเข้าไปสู่ส่วนลึกของมัน จนกระตุ้นให้พยายามทำมันให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ


ความ ลุ่มหลงของภาณุ อาจใกล้เคียงกับ ความอยาก ความรัก และความฝัน ของ ภัทรา สหวัฒน์ ทายาท บริษัท วนชัย กรุ๊ป ที่เก็บความเจ็บปวดจากการถูกไล่ออกตั้งแต่สมัยเรียน ม.ต้น มาเป็นแรงผลักดันให้นำพาตัวเองไปสู่วิถีแห่งความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ ความสำเร็จที่เธอบอกว่า ไม่ใช่การได้รับใบปริญญา แต่คือ การค้นพบ ความสุข ที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือการได้ทำงานบนพื้นฐานของความสุขและสนุก จากการทำพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ชื่อ เพลินวาน ให้คนสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในบรรยากาศเก่าๆ ที่แสนโหยหาได้ ไอเดียจากพิพิธภัณฑ์ราเม็งที่ญี่ปุ่น

ความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้สามารถเนรมิตโลเคชั่นมุมอับของหัวหิน ไม่ติดทะเล ไม่มีใครมองเห็น มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างในวันนี้ได้ มีคนเข้าชมวันธรรมดามากถึง 1-2 พันคน ช่วงปิดเทอมเพิ่มเป็น 3 พันคน ขณะที่เสาร์-อาทิตย์ มีมากถึง 8 พัน- กว่าหมื่นคน

เพลินวานไม่ใช่ Product แต่มันเป็นความเชื่อของเรา เชื่อในสถาปัตยกรรมแบบนี้ อารมณ์แบบนี้ รากเหง้าของความเป็นไทย และความเชื่อเรื่องการทำธุรกิจบนพื้นฐานของการคิดดีทำดี

เพลินวานเริ่มสร้างทุกอย่างจากศูนย์ แต่ตลาดน้ำอัมพวา พวกเขาสร้างตัวเองให้เป็นที่รู้จักจากต้นทุนเดิมที่มีอยู่ ภายใต้การนำของพ่อเมืองคนเก่ง ร้อยโท พัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรี เทศบาลอัมพวา 2 ปีซ้อน ภายใต้บทบาทหน้าที่ พัชโรดม ต้องเข้ามาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อโจทย์คือ การแก้ปัญหา เศรษฐกิจ ให้ชาวอัมพวา เขาจึงเริ่มจากหาเครื่องมือมาจัดการแก้ไข เมื่อเริ่มค้น ต้นทุน ที่อัมพวามีอยู่ พบว่า คือประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตคนไทยภาคกลาง และความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนที่นำมาสู่ความคิดทำ ตลาดน้ำ ยามเย็น เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนของตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่เปิดเพียงช่วงเช้า



เราทำตลาดน้ำ คนอัมพวาเข้าใจ มองเห็นภาพ ไม่ต้องขุดคลอง ไม่ต้องซื้อเรือให้เขา เพราะนั่นคือทุนที่มีอยู่แล้ว เราทำตลาดน้ำยามเย็น ไม่ได้เพื่อต่างชาติ แต่เป้าหมายคือคนกรุงเทพที่มีเวลา วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันธรรมดาคนอัมพวาใช้ชีวิตปกติเราไม่ได้ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา คนเที่ยวอัมพวาปีละ 1.5 ล้านคน ถ้าเขาทำของขายหน้าบ้านชิ้นละ 10 บาทให้กับคนกลุ่มนี้ เขาก็สบายแล้ว

แต่การปลุกปั้นอัมพวาให้เกิดไม่ใช่เรื่องง่าย เขาบอกว่าต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับชุมชน ปรึกษา หารือ ชี้แนะ และสนับสนุนในสิ่งที่ควรสนับสนุน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการพัฒนา “Content” ให้กับอัมพวา สร้างคุณค่าให้เกิด จนอัมพวาเต็มไปด้วยมนต์สเน่ห์และไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดน้ำยามเย็นอีกต่อไป



ความคิดนี้สอดรับเต็มๆ กับความเชื่อของ โชค บุลกุลเขาบอกว่า การทำอะไรก็ตามต้องทำจาก “Content” คือ สาระและ “Creative” ก็อยู่ที่ สาระไม่ใช่แพคเก็จจิ้งเหมือนที่คนไทยเข้าใจกัน และ “Content” ที่ดี ต้องเกิดจากการค้นคว้าวิจัย และพัฒนาเท่านั้น

ต้องแยกให้ออกว่าอะไรเป็น“Content” เราไม่กลับไปทำอุตสาหกรรมเดิมอย่างธุรกิจนมพร้อมดื่ม เพราะรู้ว่าแข่งขันไม่ได้ แต่ธุรกิจเราวันนี้เป็น Niche เราทำของดีที่มีจำนวนจำกัด คนที่ได้ครอบครองแล้วต้องรู้สึกว่า เท่ห์

ภายใต้แรงกดดันที่ธุรกิจของครอบครัวจวนตัวว่าจะ เจ๊งโชค เลือกเข้ามาพลิกฟื้น ด้วยการแยกธุรกิจบางส่วนออกมาทำเอง โดยการปะติดปะต่อ How too + Know how และ Content ทำงานบนสโลแกน คิดแบบเด็ก แต่ทำแบบผู้ใหญ่ กล้าคิดนอกกรอบ แต่ลงมือทำอย่างมืออาชีพ บนความรับผิดชอบสูงสุด ไม่สนเงินก้อนใหม่

แต่เอาสิ่งที่มีอยู่ บวกแรงกดดันทั้งหมด มาสู่ ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดกับฟาร์มโชคชัยอย่างวันนี้ได้ มีมูลค่าทรัพย์สิน เฉพาะที่ดิน นับ 2 หมื่นไร่ มีวัวพันธุ์ดีได้รับมาตรฐานสากลส่งออกไปทั่วโลก มีบริษัทให้คำปรึกษาเรื่องการตลาดและธุรกิจการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว ที่พักร้านอาหาร นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนนับล้านคนต่อปี สิ่งที่โชคสรุปไว้ตอนท้าย ก็คือ  หมั่นสังเกต และมีเวลากับตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ ก็จะเกิด ประสบการณ์มีค่า เพียงแต่เราจะมองข้ามมันหรือไม่ คนมักคิดว่าทุกอย่างต้องเริ่มจากการเรียน แต่จริงๆ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน การเรียนทำให้คนทำเป็น แต่แรงบันดาลใจทำให้คนเก่ง

และนี่คือสูตรสำเร็จนอกหลักสูตร ของพวกเขา

Source: BizWeek

ประสบการณ์ Ph.D. Student ตอน 4

หายไปจาก topic นานเกี่ยวกับการทำปริญญาเอก ครั้งนี้ตอนที่ 4 อยากจะให้ข้อคิดเรื่องอุปสรรคระหว่างการทำปริญญาเอกที่จะต้องเจอ ก่อนที่ผมจะเริ่มทำปริญญาเอกนั้น ผมได้พอรู้มาว่ามีอะไรบ้างที่เราจะต้องเจอ ก็จากคำบอกเล่า คนรอบข้างบ้าง จากการสังเกตุส่วนตัวบ้าง
มาวันนี้ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้วสำหรับการเดินทางสู่จุดหมายการได้ปริญญาสูงสุด สำหรับผมปลายทางไม่สำคัญเท่าระหว่างทางที่เดิน เนื่องจากว่าไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จได้แม้จะได้ปริญญาเอกก็ตาม สิ่งสำคัญคือได้เรียนรู้อะไรบ้างระหว่างทางที่เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์
หลายคนมีปัญหาว่าการเรียน หรือหาข้อมูลไม่คืบหน้าระหว่างการทำ Literature review ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะบทนี้ใช้เวลามากที่สุดแล้วและต้องใช้หัวใจที่เข้มแข็งมากพอสมควรกว่าจะผ่านได้ เนื่องจากการที่ต้องหาข้อมูล คิดวิเคราะห์เอง บ่อยครั้งอ่านตั้งเยอะใช้เวลามาก แต่ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องนิดเดียว หรือไม่ได้เลย
แน่นอนที่สุดผมก็ต้องเจอเหตุการณ์แบบนั้นมา เมื่อไรก็ตามที่ผมเจอปัญหา หรือแม้กระทั่งคิดอะไรออกผมจะไม่คิดไปเอง แต่จะเอาทั้งหมดที่มีไปให้อาจารณ์ผมดู ประมาณว่าคิดในใจ "ยังไงก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันละ ระหว่าง Prof. กับผม" ซึ่งนี่อาจจะต่างกันกับอีกหลายๆคนที่เมื่อเวลาผ่านไปไม่มีความคืบหน้าหรือติดขัด แต่พยายามแก้ไขด้วยตัวเองเป็นหลัก รอจนกระทั่งพร้อมหรือมีอะไรไปให้อาจารย์ดู รอ..รอ แล้วก็รอ..เมื่อถึงเวลานั้น ผมเห็นว่าคนเหล่านั้น ได้ติดกับดักตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ไฟในการเรียนความทะเยอทะยาน ก็ค่อยๆมอดลงไปเรื่อยๆ
ไม่แปลกครับที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่ขอให้รู้เท่าทันตัวเราเองว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่ สถานการณ์นี้จะพาเราให้มุ่งหน้าไปทางไหน คืบหน้าหรือถอยหลัง"สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ไม่ได้มาจากการที่เราสำเร็จแล้วเดินถึงปลายทาง แต่มันเป็นช่วงเวลาระหว่างการเดิน ที่เราได้เห็นเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ แน่นอนว่าประสบการณ์ที่ได้ มันปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะเกิดจากกระบวนการคิดอย่างมีระบบ 
ถ้ามีคนถามผมว่าอะไรที่สำคัญที่สุดระหว่างการทำปริญญาเอก ผมบอกได้เลยว่ามันคือ จิตใจที่เข้มแข็งและวิธีคิดที่ถูกต้อง


คลิกอ่านตอน ได้ที่นี่ครับ ประสบการณ์ Ph.D. Student ตอน 1
คลิกอ่านตอน 2 ได้ที่นี่ครับ ประสบการณ์ Ph.D. Student ตอน 2
คลิกอ่านตอน 2 ได้ที่นี่ครับ ประสบการณ์ Ph.D. Student ตอน 3
Kumpol: 04/May/2012

Thursday, May 3, 2012

ออกจากงานประจำมาทำธุรกิจดีไหม? วิถีตัน

ปัญหาเบสิคยอดฮิตที่หลายคนตั้งคำถามกับผมบ่อยๆ "พร้อมแค่ไหนที่จะออกไปเป็นเถ้าแก่"

สิ่งแรกต้องย้อนกลับไปถามตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าเป็นต้นไม้ เราคือต้นไม้พันธุ์อะไร เป็นต้นไม้พันธุ์เล็ก หรือพันธุ์ใหญ่ คุณรู้จักตัวเองไหม

ถ้ายังไม่มีความอดทน ยังเป็นคนอ่อนแอ เบื่อง่าย ท้อแท้ง่าย ไม่ชอบเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าปัญหา ไม่กล้าตัดสินใจ คุณคือต้นไม้พันธุ์เล็กที่ต้องโตอยู่ในกระถาง มนุษย์เงินเดือน เล็กๆต่อไป เพราะออกมาเผชิญแดดเจอพายุไม่เท่าไหร่ก็เฉาตาย 

แต่ถ้าเป็นนักสู้ไม่ยอมแพ้ เป็นคนหัวใจแกร่ง ไม่กลัวอุปสรรคและความล้มเหลว คุณคือต้นไม้พันธุ์ใหญ่  ถ้าไม่กล้าออกมานอกกระถางก็จะไม่มีทางโต..ไม่มีวันที่จะได้เห็นต้นไม้ใหญ่นี้เติบโตแผ่กิ่งก้านบานสะพรั่ง ต้นไม้พันธุ์ใหญ่ถ้าย้ายออกจากกระถางมาลงดิน ขยับในจังหวะที่เหมาะสมขณะยังเป็นต้นกล้าเล็กๆอายุยังน้อย โอกาสที่ต้นไม้รอดจะมีสูง ไม่ต่างจากคนหนุ่มคนสาวที่ยังมีไฟ มีพลัง แต่ถ้าให้ปล่อยให้โตจนเกินไป 20-30 ปีแล้วถึงค่อยขุดออกมาโต โอกาสที่ต้นไม้อายุมากย้ายที่ใหม่แล้วจะรอดมักร่วงโรยไปตามวัย

เด็กๆล้มแล้วโต..คนแก่ล้มแล้วตาย เคยได้ยินไหมครับคำกล่าวทำนองนี้

ทุกครั้งของการเริ่มต้นใหม่ ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ราบรื่น ต้องมีอุปสรรค ต้องมีบทเรียน ต้องเสียรู้ก่อนถึงจะฉลาด ถ้าล้ม ลำบาก เจ๊งในวันที่ยังหนุ่มอยู่ คุณยังมีแรงสู้ใหม่อีกหลายรอบ

แต่ถ้าอายุมากแล้วมาเริ่มต้นใหม่ บางทีใจสู้แต่ไม่มีแรง ล้มทีเดียวก็หมดแรงลุก การจะเริ่มต้นธุรกิจ มีทั้งข้อที่ต้องมีกับข้อที่ต้องทำข้อที่ต้องมี คือ ใจสู้หรือเปล่า พร้อมที่จะไม่กลัวปัญหาแล้วหรือยัง..บางคนตัวพร้อม ใจไม่พร้อม บางคนใจพร้อมทุนไม่พร้อม บางคนพร้อมทุกอย่างแต่กลัวไม่กล้า

คนจะทำธุรกิจอย่าความคิดติดกรอบ รอให้เศรษฐกิจดีก่อน รอให้มีทุนพร้อมก่อน รอให้พร้อมทุกอย่างก่อน เพราะวันเวลาแห่งโอกาสไม่เคยคอยใคร

ครั้งแรกที่ผมตัดสินใจทิ้งงานประจำ ลาออกจากเซลล์ขายของ มาลงทุนแผงขายหนังสือพิมพ์ครั้งแรก ไม่ได้เริ่มต้นจากทุนที่พร้อมแล้ว แต่เพราะใจที่พร้อม

5 ปีที่ผมวิ่งเข้าใส่งาน เจอปัญหายากๆ หล่อหลอมให้ผมเป็นไม่กลัวปัญหา วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ผมจึงไม่ลังเลใจก้าวออกมาตามฝัน

ผมกล้า เพราะผมมีความเชื่อและมองเห็นความสำเร็จที่รออยู่เบื้องหน้า ธุรกิจคือการลงทุน..กล้าได้ เสี่ยงได้ เพียงแต่ต้องไม่ทำอะไรที่เกินตัว

มีคำถามว่า ต้นไม้พันธุ์เล็กที่อ่อนแอจะตัดต่อพันธุกรรมให้เป็นพันธุ์ใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ไหม ?

ผมไม่เรียกว่าตัดต่อพันธุ์ แต่ว่าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ สร้างนิสัยนักสู้ได้จากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ถ้าคุณอยู่กับคนไม่สู้ ใจคุณก็ไม่ฮึกเหิม แต่ถ้าคุณอยู่กับนักสู้ คุณก็ซึมซับความเป็นนักสู้

ผมมีวันนี้ เพราะมี บุคคลต้นแบบ ผมชอบคนทำงาน ชอบคนที่ประสบความสำเร็จ แม้ผมจะเรียนน้อย แต่ ดร.เทียม โชควัฒนาก็เรียนน้อย แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ และเป็นต้นแบบนักสู้ที่ให้ผมมีแรงฮึด

ทุกอย่างมันอยู่ที่ กำลังใจและ ความเชื่อถ้าเรามีกำลังใจ มีความเชื่อ ทุกอย่างเราจะผ่านมันไปได้ จะออกจากงานมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองดีไหม คำถามนี้ความจริงไม่จำเป็นต้องถามใคร

เพราะคนแรกที่ต้องถาม และตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือตัวคุณเท่านั้นครับ

Source: วิถีตัน โดย ตัน ภาสกรนที
อ่าน ชีวิตต้องผลัดใบ โดย ตัน ภาสกรนที http://whitecollarthais.blogspot.co.uk/2012/05/blog-post.html

PE ในมุมมองของ ดร.นิเวศน์

ค่า PE หรืออัตราส่วน ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น ของบริษัท ซึ่งเป็นมาตรฐานวัดความถูกความแพงของหุ้นที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งนั้นเป็นอัตราส่วนที่ดูเหมือนว่าจะหาง่ายที่สุด ใช้ง่ายที่สุด และเข้าใจได้ง่ายที่สุด แต่เชื่อไหมว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้คนใช้ โดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุนมือใหม่ผิดพลาดมากที่สุด
นักลงทุนสามารถเปิดหนังสือพิมพ์ธุรกิจและหุ้นทุกฉบับ และจะพบค่า PE ของหุ้นทุกตัว และดูว่าถ้าค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่าก็ถือว่าหุ้นมีราคาถูกกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบัน ยิ่งต่ำก็ยิ่งถูก ตรงกันข้าม หุ้นที่มีค่า PE สูงเกิน 10 เท่าก็ถือว่าเริ่มแพงและถ้าตัวไหนมีค่า PE เป็น 30 40 เท่าก็เรียกว่า Impossibl
ความหมายของ PE นั้น คร่าวๆ ก็คือ เป็นค่าที่บอกว่าการลงทุนของเราจะใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุน (ถ้ากำไรยังเท่าเดิมไปเรื่อยๆ) ยิ่งคืนทุนเร็วก็ถือว่าหุ้นยิ่งมีราคาถูก
นักลงทุนที่เป็น Value Investor มือใหม่จำนวนมากพยายามหาหุ้นที่มีค่า PE ต่ำเพราะเข้าใจว่านี่คือหุ้นที่จะทำกำไรได้ในระยะยาว แต่พอซื้อเข้าไปแล้วราคาหุ้นกลับลดต่ำลง ผลการดำเนินงานของบริษัทแย่ลง กำไรของบริษัทลดน้อยลงและค่า PE กลับปรับตัวสูงขึ้น หุ้นที่เคย ถูก กลับกลายเป็นหุ้น แพงอนาคตดูมืดมน ปัญหาทั้งหมดนี้อยู่ที่ข้อมูลของ PE หรือพูดให้ชัดเจนก็คือค่า E ที่นำมาใช้นั้นเป็นค่า E หรือกำไรของปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นค่า E ที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงด้วย
ก่อนที่จะนำค่า PE มาใช้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องมีการวิเคราะห์พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าค่า E หรือกำไรของบริษัทนั้นเป็นค่า E ที่แท้จริงและจะสามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป หรือถ้าจะให้ดีก็คือเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ค่า E ที่อาจจะลดน้อยลงไปในอนาคต
การหาค่า E ที่แท้จริง ในเบื้องต้นก็คือ ดูว่าบริษัทไม่มีหุ้นที่จะออกมาเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่อาจจะถูกแปลงสภาพหรือถูกใช้สิทธิจากวอแรนต์ของบริษัทที่ออกไปแล้ว หากบริษัทมีการออกวอแรนต์และมีโอกาสที่วอแรนต์นั้นจะกลายมาเป็นหุ้น เราก็ต้องเอาหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นนั้นมาปรับลดค่าของ E ลงมาตามส่วน สำหรับบางบริษัท หุ้นในส่วนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นมาถึง 100% ซึ่งทำให้ค่า E ลดลงมาเหลือเพียงครึ่งเดียว และทำให้ค่า PE สูงขึ้นเป็นเท่าตัว
เรื่องการปรับค่า E หรือค่า PE นี้เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องตรวจสอบทุกครั้ง เพราะหุ้นในตลาดเกือบ 100 บริษัทมีการออกวอแรนต์จำนวนมาก ว่าที่จริง หุ้นที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนจำนวนมากต่างก็มีวอแรนต์กันทั่วหน้า เพราะฉะนั้น โอกาสที่คุณจะเลือกหุ้นที่มีวอแรนต์ติดมาด้วยนั้นมีไม่น้อย และเรื่องของการปรับค่า PE เนื่องจากวอแรนต์นั้นยังไม่มีใครทำนอกจากนักลงทุนจะต้องคำนวณเอง
ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องความมั่นคงของค่า E หรือกำไรของบริษัท เรื่องนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์อาจจะช่วยได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่นักวิเคราะห์จะมองอนาคตสั้นๆ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวแบบ Value Investment แล้ว เราจะต้องวิเคราะห์เอง กฎง่ายๆ ของผมก็คือ เราจะต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 5 ปี ดูว่ากำไรที่เราเห็นในปีที่ผ่านมาจะยังคงดีอยู่ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม ถ้าคำตอบคือ ไม่ใช่ หรือ ไม่แน่ แสดงว่า E ตัวนั้น หรือค่า PE ที่เราเห็นเอามาใช้ไม่ได้
การดูความมั่นคงของค่า E นั้น วิธีง่ายที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งข้อมูลนี้หาได้ง่ายจากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ หากปรากฏว่ากำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอหรือเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราก็พอจะมั่นใจได้ว่านั่นเป็นค่า E ที่ใช้ได้ แต่ถ้ากำไรขึ้นๆ ลงๆ รุนแรง เราอาจจะต้องใช้ค่า E เฉลี่ย หรือค่า E ที่ต่ำที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแทน
ข้อมูลทั้งหมดที่ได้มานั้น ยังไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ทันที จะต้องผ่านการวิเคราะห์เชิงคุณภาพอีกชั้นหนึ่งก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้ค่า E ที่ถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่ค่า PE ที่แท้จริงเพื่อใช้ในการลงทุน โอกาสที่ค่า PE ที่เราเห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์จะตรงกับความเป็นจริงนั้นผมคิดว่ามีน้อย เพราะฉะนั้น ในความเห็นของผมก็คือ อย่าเอาค่า PE ของหุ้นจากหนังสือพิมพ์มาใช้ ถ้าจะใช้ก็ขอให้เป็นเพียงตะแกรงร่อนหยาบๆ ที่จะมองหาหุ้นเพื่อไปศึกษาต่อเท่านั้น
Source: P/E โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นิสัยเซียน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


เซียนหุ้นชั้นนำของโลกแต่ละคนมักมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ละคนมักมีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ศึกษาดูจะพบว่าเซียนเหล่านั้นมักมีนิสัย เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง และต่อไปนี้คือนิสัยที่ผมคิดว่าเราควรศึกษาและประยุกต์ใช้ ถ้าเราอยากจะเป็น เซียนบ้าง

เรื่องแรกก็คือ เซียนตัวจริงนั้น เวลาลงทุน เรื่องที่คิดมากที่สุดกลับไม่ใช่ว่าจะทำกำไรได้มหาศาลแค่ไหน แต่เป็นว่า จะรักษาเงินต้นเอาไว้ได้อย่างไร และนี่ก็คือกฎข้อหนึ่งและข้อสองของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า หลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าขาดทุน และอย่าขาดทุน

เรื่องที่สองก็คือ การลงทุนนั้น เซียนแต่ละคนจะมีหลักปรัชญา หลักการ และวิธีการลงทุนที่ชัดเจนเป็นแบบฉบับของตนเอง ไม่มีการมั่วหรือเป็น มวยวัด สิ่งต่างๆเหล่านั้นถูกพัฒนาและทดสอบมา เป็นอย่างดีเป็นเวลายาวนาน และจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับไปกลับมา

เรื่องที่สามก็คือ เซียนหุ้นนั้น ไม่ชอบความเสี่ยงแต่ชอบความแน่นอน และความ ได้เปรียบ เวลาจะลงทุนอะไรมัก จะคิดถึงโอกาสชนะว่ามีสูงกว่าโอกาสที่จะแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าโอกาสชนะมากกว่าแพ้เพียงเล็กน้อย เขามักจะ ไม่เล่นเพราะฉะนั้น เราจะไม่เห็นคนเหล่านี้เล่นรูเล็ตหรือ เข้าคาสิโนเพื่อการพนันซึ่งโอกาสชนะมี แค่ 30-40% ขณะที่โอกาสแพ้อยู่ที่ 60-70% แต่ การลงทุนที่โอกาสชนะสูงมากๆนั้นมีไม่มาก ดังนั้นเซียนจึงมักไม่เล่นหรือลงทุนบ่อยนัก

เรื่องที่สี่ก็คือ เซียนนั้นลงทุน ในสิ่งที่ตนเองรู้จักดี มีการวิเคราะห์และคิดเอง ไม่เชื่อคนอื่นโดยไม่ได้พิจารณาด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง ในทางตรงกันข้าม เซียนจะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ หรือการลงทุน นั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่ตนเองกำหนด หรือตนเองไม่สบายใจที่จะลง ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีค่า PE และ/หรือ PB สูงเกินไป หุ้นที่ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ เป็นต้น แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นอาจจะทำกำไรให้ได้ง่ายและเร็วในบางสถานการณ์

นิสัยที่ห้าก็คือ เซียนส่วนใหญ่จะไม่ กระจายความเสี่ยง โดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไปเซียนมักจะมีหุ้นหลักตัวใหญ่ๆในพอร์ตซึ่งเป็นตัวที่จะกำหนดผลงานหรือความเป็นความตายในการลงทุนเพียงไม่กี่ตัว แม้ว่าเขาจะมีหุ้นย่อยๆเป็น 10 หรือ 100 และแม้แต่ 1,000 ตัว อย่างพอร์ตของ ปีเตอร์ ลินช์ หุ้นตัวหลักๆเหล่านั้นก็คือหุ้นที่สร้างความแตกต่างและทำให้เซียนเป็นเซียนขึ้นมาได้

ข้อสรุปในเรื่องนี้ก็คือ การเป็นเซียนนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัวหรือแม้จะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ข้อสำคัญก็คือ ในหุ้น 10 ตัว คุณอาจจะเลือกถูกเพียง 3 ตัว แต่ถ้าหุ้น 3 ตัวนั้นเป็นหุ้นที่ทำกำไรมหาศาลก็เพียงพอแล้วสำหรับผลงานที่ดีเยี่ยม

นิสัยที่หกก็คือ เซียนหุ้นตัวจริงนั้นมี “EQ” ของการลงทุนสูง ไม่ใคร่หวั่นไหวกับภาวะตลาดผันผวนหรือข่าวต่างๆ ที่อาจจะดูรุนแรงแต่ผลกระทบจริงต่อการลงทุนมีน้อย นิสัยในกลุ่มนี้ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักใจเย็น สามารถอดทนรอได้อย่าง ไม่มีเวลาจำกัด ถ้ายังไม่เห็นโอกาส ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นโอกาส ลอยมาตรงหน้า เซียนหุ้นสามารถตัดสินใจ และลงมือได้ทันทีไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง หรือต้องไปศึกษาพินิจพิจารณายืดยาว ความรู้สึกของผมก็คือ เซียนหุ้นชั้นนำคงจะมีความคิดต่างๆอยู่ในใจที่พร้อมอยู่แล้ว เมื่อโอกาสเปิดก็คว้าได้ทันที

พฤติกรรมที่เจ็ดของเซียนหุ้นก็คือ ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ภาษาหุ้นและการลงทุนก็คือ สามารถ “Cut Loss” ได้ทันทีเมื่อเห็นว่าหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ไม่เป็นไปตามที่คาด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำ ให้เหตุผลในการซื้อหมดไป พูดง่ายๆ เซียนหุ้นมักไม่ยอม ติดหุ้นอย่างนักลงทุน ประเภท แมงเม่า ซึ่งไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดโดยการขายหุ้นที่ขาดทุนมากทิ้งได้

ข้อแปดที่ผมเลือกมาก็คือ เซียนหุ้นนั้น เวลาลงทุนแต่ละครั้งจะต้องมี “Story” หรือเรื่องราว หรือเหตุผลหลัก ว่าทำไมจึงลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ใช่เพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่จะต้องเป็นเรื่องอื่นๆที่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุด เรื่องราวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องระยะสั้น หรือระยะยาว อาจเป็นได้ทั้งเรื่องของตัวธุรกิจเอง หรือเรื่องภายนอกที่จะส่งผลอย่างสำคัญ ต่อตัวธุรกิจและราคาหลักทรัพย์ในที่สุด

นิสัยที่เก้าก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักจะเป็นคนบ้าหุ้น หายใจเข้าออกเป็นเรื่องของการลงทุน ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนมักจะอยู่ในหลักทรัพย์ การลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่ใช่คนที่เฝ้ากระดานหุ้น ติดตามราคาหุ้นทุกนาที เพราะเซียนหุ้นตัวจริงนั้นไม่จำเป็นและมักไม่สนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ในระยะสั้น เซียนหุ้นชอบศึกษาและติดตามความเป็นไปของกิจการ ภาวะแวดล้อม และประเด็นอื่นๆที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากกว่า

สุดท้ายก็คือ นิสัยส่วนตัวของเซียนการลงทุน ที่ดูแล้วก็น่าแปลก ค่าที่ว่าเซียนหุ้นมักจะเป็นคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาล (ถ้าไม่มั่งคั่ง ใครจะเรียกว่าเป็นเซียน!) แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับใช้ชีวิตธรรมดาแบบคนชั้นกลางระดับสูงเล็กน้อย และไม่มีใครเลยที่ใช้ชีวิตความเป็นอยู่สูงกว่าระดับความมั่งคั่งของตนเอง ทั้งที่ดูไปแล้ว เงินสำหรับเซียนนั้น หามาได้ง่ายและเร็ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือใช้เงินไม่คุ้มค่า

นิสัยทั้ง 10 ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเซียนทุกคนต้องมีเหมือนกันหมด เพียงแต่เป็นนิสัยที่เซียนหลายๆคนที่ผมศึกษามี และผมคิดว่านิสัยหลายๆ ข้อมีส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการลงทุนให้แก่เขา และผมเชื่อว่า ถ้า Value Investor นำเอาไปใช้และทำให้เป็นนิสัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนคงจะมีสูงขึ้น

Source: นิสัยเซียน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ชีวิตต้องผลัดใบ โดย ตัน ภาสกรนที


เราเคยได้ยินว่า วิกฤติรอบใหญ่เกิดขึ้นทุกๆสิบปี แต่เดี๋ยวนี้โลกหมุนด้วยอัตราเร่ง วิกฤติใหม่พร้อมจะเกิดขึ้นเป็นถี่กว่าเดิม พอๆกับโอกาสทางธุรกิจ

ชีวิตมีเรื่องให้ต้องปรับตัว..เปลี่ยนแปลงทุกวัน

วันนี้ผมยังใช้ชีวิตส่วนตัวง่ายๆเหมือนเดิม แต่การทำธุรกิจของผมตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จของเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว..พรุ่งนี้มันต้อง ของใหม่” “ทำใหม่เท่านั้น

เจ้าของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเล่าว่าเขาเ ปิดโรงเรียนมากว่า 20 ปี ธุรกิจดีมาตลอด แต่เดี๋ยวนี้จากเคยมีนักเรียนเป็นพัน ย่ำแย่เหลือนักเรียนไม่ถึง 10% เพราะภาครัฐกระโดดมาทำนโยบายเรียนฟรี

ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจโรงเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้ คือ โลกนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ถ้ายังทำเหมือนเมื่อ 20 ปี คำถามแรกที่ต้องทบทวนคือ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยมีคำว่า ว๊าว!เกิดขึ้นในธุรกิจของคุณ ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่า หากยังคงทำทุกอย่างซ้ำรอยเดิม
องค์ความรู้ ความสำเร็จในยุคก่อน บางเรื่องอาจกลายเป็นความตกยุค

การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน ตอนนี้ผมอายุ 52 แต่พยายามทำตัวกระฉับกระเฉง ก้าวทันโลกให้เหมือนคนอายุ 25 เป็นคนโลว์เทคที่หันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทุกช่องทางให้เข้าถึงผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบไฮสปีด

โลกของการเปลี่ยนแปลงวันนี้ คนที่อยู่รอดคือคนที่เปลี่ยนแปลงแล้วก็แข็งแกร่งเท่านั้น ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องส่งไม้ต่อ หาคนอื่นเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง

ธุรกิจไม่มีอะไรถาวร เหมือนต้นไม้ที่ต้องผลัดใบ เปลี่ยนสี แตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่อีกรอบหนึ่ง ไม่มีคลื่นลูกหลัง คลื่นลูกแรกก็จะไม่ถึงฝั่ง ไม่มีนักนักธุรกิจคนไหนประสบความสำเร็จตลอดกาล

แต่ก็ไม่มีใครโชคร้ายตลอดเวลา พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ลง การทำธุรกิจที่ต้องเลือกมืออาชีพให้ถูกคนมาทำหน้าที่ บางครั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของคนเรามักจะเป็นจุดเดียวกัน

ประสบการณ์ อายุที่มากขึ้นเป็นได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ความรู้เป็นได้ทั้งจุดแข็ง แต่รู้มากเกินไป ข้อมูลเยอะจนกลัวไม่กล้าลงมือทำก็เป็นจุดอ่อน

บางครั้งในปัญหาเป็นได้ทั้งวิกฤตถ้าไม่คิดหรือคิดไม่ออกว่าจะต้องทำอะไร และปัญหาก็เป็นทั้งโอกาส ถ้าคิดและคิดออกว่าจะต้องทำอะไร

คำถามหนึ่งที่ผมชอบทายปัญหาคือทีวียี่ห้อไหนดีที่สุด

คำตอบ คือ สิ่งที่ดีที่สุดยังไม่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้เสมอ

อ่าน-> ออกจากงานประจำมาทำธุรกิจดีไหม? วิถีตัน
 Source: วิถีตัน โดย ตัน ภาสกรนที